<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: ดุษฎีนิพนธ์</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/653</link>
    <description>ดุษฎีนิพนธ์</description>
    <pubDate>Sat, 11 Apr 2026 22:27:02 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-11T22:27:02Z</dc:date>
    <item>
      <title>การสร้างมูลค่าเพิ่มของการท่องเที่ยวเชิงอาหารโดยใช้วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่า</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1440</link>
      <description>Title: การสร้างมูลค่าเพิ่มของการท่องเที่ยวเชิงอาหารโดยใช้วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่า
Authors: สุจิตรา, ริมดุสิต
Abstract: การวิจัยเรื่อง การสร้างมูลค่าเพิ่มของการท่องเที่ยวเชิงอาหารโดยใช้วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่า มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทยให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2) ศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเชิงอาหารที่ใช้บริการธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทย 3) ศึกษาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาใช้บริการธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทย 4) เปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ผู้ประกอบการธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 5) กำหนดรูปแบบการเพิ่มมูลค่าของการท่องเที่ยวเชิงอาหารโดยใช้วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่า ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม คือ 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) สัมภาษณ์ผู้ประกอบการของธุรกิจโรงเรียนสอน ทำอาหารไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 26 ราย ผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยวเชิงอาหาร จำนวน 7 ราย และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 10 ราย และ 2) การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 400 คน ที่มาใช้บริการธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษา พบว่า ธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทยให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีหลักสูตรการสอน 3 ประเภท คือ หลักสูตรเต็มวัน หลักสูตรครึ่งวัน และหลักสูตรพิเศษ ได้แก่ หลักสูตรสอนส่วนตัว หลักสูตรที่เปิดสอนมากกว่า 1 วัน ซึ่งหลักสูตรพิเศษจะขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า รายการอาหารที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินิยมเรียนมากที่สุด ได้แก่ ปอเปี๊ยะ ส้มตำ ผัดไทย ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ต้มยำกุ้ง ต้มข่าไก่ แกงเขียวหวาน มัสมั่น ข้าวเหนียวมะม่วง โดย ค่าธรรมเนียมในการเรียนขึ้นอยู่กับหลักสูตรที่เรียน โดยหลักสูตรเต็มวัน ค่าธรรมเนียมในการเรียนอยู่ระหว่าง 1,000-1,300 บาท สื่อการเรียนการสอนส่วนใหญ่การสอนด้วยการปฏิบัติจริง โดยผู้สอนสอนภาคทฤษฎี และอธิบายพร้อมสาธิตการปรุงอาหารแต่ละชนิดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ดูก่อนได้ลงมือทำอาหารด้วยตนเอง ช่องทางการจัดจำหน่าย ได้แก่ การมีหน้าร้านลูกค้า walk in เข้ามา ขายผ่านบริษัททัวร์ Website, TripAdvisor, E-mail, Brochure, Facebook Fan page, Instagram การส่งเสริมการตลาดโดยประชาสัมพันธ์หลักสูตรการเรียนทำอาหารไทยด้วยการประสานงานกับบริษัททัวร์ต่างประเทศเป็นผู้ทำการตลาดให้โดยลงข้อมูลในเว็บไซต์ต่างประเทศ นอกจากนี้ มีการทำโปรโมชั่นต่างๆ เช่น การแจกผ้ากันเปื้อน แจกคู่มือหรือตำราสูตรอาหารไทย มีบริการรถรับส่ง ด้านพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเชิงอาหารที่ใช้บริการธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทย พบว่า นักท่องเที่ยวเชิงอาหารที่ใช้บริการธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ ระหว่าง 21-30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี ประกอบอาชีพอิสระ ส่วนใหญ่มีความคาดหวังในการใช้บริการของธุรกิจโรงเรียนสอนทำอาหารไทยในด้านบุคลากรในระดับมากที่สุด และมีความพึงพอใจในด้านสถานที่ หลักสูตร บุคลากร ค่าธรรมเนียมในการเรียน และด้านช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่ในระดับมากที่สุด นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติส่วนใหญ่มาเรียนทำอาหารไทยเพื่อต้องการทำอาหารไทยรับประทานเอง โดยเลือกเรียนหลักสูตรครึ่งวัน ก่อนเข้าเรียนได้เยี่ยมชมตลาดสด เรียนทำอาหารไทย ประมาณ 5 ชนิด ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ รับประทานอาหารหลังจากที่ประกอบอาหารเสร็จเรียบร้อย ส่วนกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวบางส่วนได้ทำ คือ แกะสลักผักผลไม้ เดินชมสวนครัวและเก็บผักเพื่อนำมาประกอบอาหาร รวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรม ประเพณี วัฒนธรรมของชุมชน ผลการวิเคราะห์โดยใช้การเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ และ นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ทำให้ได้รูปแบบการเพิ่มมูลค่าของการท่องเที่ยวเชิงอาหารโดยใช้วัฒนธรรมไทยเป็นเครื่องมือในการเพิ่มมูลค่า โดยมีองค์ประกอบหลัก คือ วัฒนธรรมไทยต่อไปนี้ 1) วัฒนธรรม ไทยการสื่อสารแบบไทย 2) วัฒนธรรมการไหว้แบบไทย 3) วัฒนธรรมสถาปัตยกรรมไทย 4) วัฒนธรรมการกินของไทย 5 ) วัฒนธรรมแต่งกายของไทย 6) วัฒนธรรมการละเล่นของไทย และองค์ประกอบเสริม คือ การจัดการหลักสูตรและให้บริการของบุคลากร ด้านราคาและการจัดการช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านการสร้างภาพลักษณ์และการส่งเสริมการขาย อันเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวเชิงอาหาร</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2020 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1440</guid>
      <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>รูปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชุมชนบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1437</link>
      <description>Title: รูปแบบการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ชุมชนบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
Authors: กชพร, เวศอุไร
Abstract: การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อทราบบริบทด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวทางด้านวัฒนธรรมชุมชนบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน 2) เพื่อประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนดังกล่าว 3) เพื่อระบุระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนดังกล่าว 4) เพื่อวิเคราะห์การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชน ดังกล่าวแล้ว ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือ กลุ่มประชากรของสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม จำนวน 34 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ Participatory action research (PAR) โดยนำกระบวนการยอมรับและชื่นชม การใช้ความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ การนำวิธีการมาเป็นแผนปฏิบัติการ Appreciation-Influence-Control (AIC) มาเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล มาใช้ในกระบวนการวิจัย ผลการวิจัยพบว่าชุมชนบ่อสวก มีทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งด้านวัฒนธรรมที่เป็นวัตถุ และวัฒนธรรม ที่ไม่ใช่วัตถุ เนื่องจากชุมชนบ่อสวกเป็นชุมชนเก่าแก่ซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน ศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ตำบลบ่อสวก ชุมชนมีศักยภาพด้านสิ่งดึงดูดใจมากที่สุด เป็นชุมชนเก่าแก่ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน มีการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต รวมทั้งแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุในพื้นที่ ชุมชนยังมีความพร้อมในเรื่องการรองรับทางการท่องเที่ยวในระดับมาก ชุมชนมีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน และมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก ในด้านการจัดการการท่องเที่ยว ชุมชนมีศักยภาพในการจัดการด้านการท่องเที่ยว มีบุคลากรที่มีความรู้เรื่องวัฒนธรรม ทั้งนี้ถือได้ว่าชุมชนบ่อสวกมีทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่สำคัญในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การจัดการที่ยั่งยืนต่อไป การมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนแบบมีส่วนร่วม พบว่าชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวด้านการมีส่วนร่วมในระดับการตัดสินใจ (decision making) ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับการปฏิบัติการ (implementation) และในด้านการมีส่วนร่วมในระดับผลประโยชน์ (benefit) พบว่าชุมชนมีส่วนร่วมในระดับการมีส่วนร่วมแบบความร่วมมือทั้ง 3 ด้าน การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชุมชนบ่อสวก ผลการศึกษาค้นพบว่าชุมชนให้ความสำคัญต่อการจัดการในด้าน 1) การพัฒนาการท่องเที่ยวจะต้องขึ้นอยู่กับจุดประสงค์และความต้องการของชุมชนว่าจะต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากน้อยเพียงใด 2) การส่งเสริมให้ประชาชนท้องถิ่นเห็นความสำคัญของการท่องเที่ยวที่มีต่อเศรษฐกิจ 3) ก่อนที่จะลงมือพัฒนาการท่องเที่ยว ควรพยายามขจัดปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชุมชน 4) การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมและงานเทศกาลที่จัดขึ้นเพื่อนักท่องเที่ยว 5) ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวไม่ควรให้มีผลกระทบต่อประชาชนในท้องถิ่นผู้ที่เกี่ยวข้องในการวางแผนจึงต้องมีความระมัดระวังและต้องวางแผนรองรับในเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเพื่อที่จะรักษาวัฒนธรรมและค่านิยมของท้องถิ่นให้คงอยู่ 6) ควรมีความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในการพยายามที่จะทำให้ท้องถิ่นเป็นสถานที่พักผ่อนที่มีความสมบูรณ์และมีคุณภาพ 7) เงินทุนและแรงงานรวมทั้งนักบริหารทางการท่องเที่ยวควรมาจากชุมชนเจ้าของท้องถิ่น เพื่อที่ท้องถิ่นจะสามารถควบคุมการพัฒนาทางการท่องเที่ยวให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการได้ 8) เรื่องราวและงานเทศกาลที่จัดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยวจะต้องสะท้อนให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่และสภาพทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่น 9) วิธีการและความถี่ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ทางด้านการท่องเที่ยวควรได้รับความเห็นชอบจากประชาชนในท้องถิ่นเพราะจะเป็นเครื่องวัดความต้องการประเภทและจำนวนนักท่องเที่ยวของท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อเป็นรูปแบบในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในชุมชนบ่อสวก คำสำคัญ: การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, การจัดการการท่องเที่ยว, การจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, การมีส่วนร่วมของชุมชน</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2020 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1437</guid>
      <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

