<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: ดุษฎีนิพนธ์</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/547</link>
    <description>ดุษฎีนิพนธ์</description>
    <pubDate>Sat, 11 Apr 2026 22:37:27 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-11T22:37:27Z</dc:date>
    <item>
      <title>การหาประสิทธิภาพระบบกักเก็บความร้อนจากกระบวนการผลิตไบโอชาร์</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1454</link>
      <description>Title: การหาประสิทธิภาพระบบกักเก็บความร้อนจากกระบวนการผลิตไบโอชาร์
Authors: ปิยะธิดา, ปัญโญใหญ่
Abstract: ในงานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาการวิเคราะห์พลังงานของการนำความร้อนเหลือทิ้ง จากระบบกักเก็บความร้อนจากกระบวนการผลิตไบโอชาร์ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือการลดประสิทธิภาพเชิงความร้อนภายใต้เงื่อนไขแตกต่างกัน เช่น อัตราการไหลของ เชื้อเพลิง ปริมาณแก๊สขาเข้า ระบบประกอบด้วยสองส่วนที่สำคัญ ได้แก่ เตาไบโอชาร์ 200 สิตร และ เตาเผาซ้ำ ที่มีความกว้าง 80 เซนติเมตร และสูง 173 เซนติเมตร ภายในท่อเกลียวขนาดเส้นผ่าน ศูนย์กลาง 3.8 เซนติเมตร จะนำเลียงน้ำจากถังเก็บน้ำขนาด 100 ลิตร เข้าสู่ระบบเพื่อแลกเปลี่ยน ความร้อน ผลิตภัณฑ์นี้เป็นน้ำร้อนซึ่งสามารถใช้สำหรับระบบอบแห้งหรือระบบผลิตน้ำร้อน ผลิตภัณฑ์ ที่ได้จากไบโอชาร์คือถ่านไบโอชาร์ซึ่งเป็นถ่านคุณภาพสูงเหมาะสำหรับการปรับปรุงดินเพื่อเพิ่ม ผลผลิตทางการเกษตร โดยจะได้สอง(ผลิตภัณฑ์ภายในระบบเดียว ผลการศึกษาพบว่า การทดสอบ ระบบด้วยการปริมาณเชื้อเพลิง 7 ที่อัตราการไหลของน้ำ 5 ลิตรต่อนาที และเตาไบโอชาร์จำนวน 5 เตา ส่งผลให้เกินการแลกเปลี่ยนความร้อนได้ดีที่สุด โดยมีอุณหภูมิน้ำขาออกเตาเผาช้ำ 99.7 องศาเซลเซียส สามรถผลิตไบโอชาร์ได้ 80. 73 +2. 92 กิโลกรัมต่อรอบการดำเนินการทดสอบ ส่งผลให้ระบบ มีประสิทธิภาพ 50. 72+ 1.72 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์พบว่ามีรายรับสูงกว่ารายจ่ายหรือต้นทุนแปรผัน 5. 73 เท่า ซึ่งส่งผลให้สามารถคืนทุนภายใน 11 เดือน 17 วัน</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2021 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1454</guid>
      <dc:date>2021-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาและพัฒนาเตาผลิตก๊าชชีวมวลแบบไหลขวางเพื่อใช้กับรถยนต์แก๊สโซลีน</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1452</link>
      <description>Title: การศึกษาและพัฒนาเตาผลิตก๊าชชีวมวลแบบไหลขวางเพื่อใช้กับรถยนต์แก๊สโซลีน
Authors: ภูนิทัต, สายแก้ว
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาเตาผลิตก๊าชชีวมวลแบบไหลขวางสำหรับรถยนต์ แก๊สโซลีน โดยเตาชีวมวลมีลักษณะการทำงานเป็นเตาชีวมวลแบบไหลขวาง (Cross Draft Gasifier มีขนาดความจุถังเชื้อเพลิง 20 k&#xD;
 ถ่านไม้ ขนาดปริมาตรห้องเผาไหม้ 0.03 m' ใช้ถ่านไม้ลำไยขนาดเส้น ผ่านศูนย์กลาง 30 mm ยาว 30 mm เป็นเชื้อเพลิง ระบป้อนอากาศที่ใช้ในการเผาไหม้สามารถปรับอัตราการป้อนได้การทดสอบหาสมรรถนะได้ทำการทดสอบที่อัตราส่วนสมมูล (ER) 0.36 0.38 และ 0.39 ตามลำดับ พบว่าอัตราการเกิดแก๊สสูงสุด 16.12 18.12 และ 20.18 Nm'/kg of biomass ตามลำดับ ค่าความร้อนของแก๊สชีวมวล 3.24 3.73 และ 3.93 M/Nm2 ตามลำดับ ประสิทธิภาพเชิง ความร้อน 49.50 60.13 และ 63.91 % ตามลำดับ และอัตราส่วนสมมูลที่เหมาะสมสำหรับเตาชีวมวลนี้ คือ 0.39 จากนั้นทำการติดตั้งเตาผลิตซีวมวลกับรถยนต์กระบะ ยี่ห้อ Nissan ใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีน รุ่น 116 ขนาด 1,600 Cc โดยการนำเตาผลิตก๊าซชีวมวลแบบไหลขวาง ( Cross Draft ) ติดตั้งชุด อุปกรณ์ทำความสะอาด และลดอุณหภูมิของก๊าซชีวมวลไว้บนกระบะ ทำการทดสอบหาสมรรถนะด้วย เครื่องทดสอบ Dynamometer test ดังนี้ กำลังของเครื่องยนต์ (Engine Power) แรงบิดของ เครื่องยนต์ (Torque) กำลังที่วัดจากล้อ (Wheel power) กำลังที่สูญเสียจากระบบส่งกำลัง (Drag power or Transmission Loss Power), อัตราการสั้นเปลืองเชื้อเพลิง ผลจากการทดสอบพบว่า เครื่องยนต์สามารถทำงานได้อยู่ในช่วงความเร็วรอบ 1,600 - 2,400 RPM จะได้ กำลังเครื่องยนต์สูงสุด ที่ 8 BHP กำลังที่วัดจากล้อสูงสุด 2.8 BHP และกำลังที่สูญเสียจากระบบ 5 BHP ที่ความเร็วรอบ เครื่องยนต์ 2,090 RPM แรงบิดสูงสุดของเครื่องยนด์ 29 Nm ที่รอบเครื่องยนต์ 1,650 PRM และอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่รอบการทำงาน 2,000 RPM จะมีการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้ำมันแก๊สโชฮอล์ 95 ที่ 5.8 L/hr. และเชื้อเพลิงชีวมวล 7.5 kg of Longan wood charcoal/hr เมื่อรถยนต์มีการทดสอบ ด้วยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ทดสอบที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์เริ่มต้น 1,600 - 4,000 RPM จะได้กำลัง เครื่องยนต์สูงสุดที่ 35 แรงม้า (8HP) กำลังที่วัดจากล้อสูงสุด 19 BHP และกำลังที่สูญเสียจากระบบ 15 BHP ที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ 4,000 RPM แรงบิดสูงสุด 71 Nm ที่ความเร็วรอบเครื่องยนต์ 2,650 RPM เปรียบเทียบกับรถยนต์ใช้เชื้อเพลิงขีวมวลที่ได้จากเตาผลิตก๊วซชีวมวลแบบไหลขวาง และอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้ำมันแก๊สโชฮอล์ 95 ที่ 168.06 9/ W.hr จากผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า เตาขี่วมวล ผลิตภัาชขีวมวลอนได้ไม่เพียงพอในขณะที่เครื่องยนต์รอบสูงเมื่อเกิน 2,400 รอบต่อนาที ดังนั้นจึงจะต้องมีการวีจัยแถะพัฒนาเตาผลิตภาพชีวมวลเพื่อให้ใช้กับเครื่องยนต์ให้ทำงานได้อย่าง ต่อเนื่องและได้ความเรัวที่สูงขึ้น กันทุนการผลิตก๊าซซีวมวลจากถ่านไไม้ลำไย 12 73 baht/kw.hr เมื่อเทียบกับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่ 14.36 baht/kW.hr.</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1452</guid>
      <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การศึกษาสมรรถนะทางความร้อนของตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบราง พาราโบลิกที่ใช้ของไหลนาโนเป็นสารทำงาน</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1450</link>
      <description>Title: การศึกษาสมรรถนะทางความร้อนของตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบราง พาราโบลิกที่ใช้ของไหลนาโนเป็นสารทำงาน
Authors: ณัฐฐา, ลือชาติเมธิกุล
Abstract: งานวิจัยนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะทางความร้อนของตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบราง พาราโบลิกที่ใช้ของไหลนาโนเป็นสารทำงาน โดยทำการทตสอบ ณ วิทยาลัยพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ตัวเก็บรังสีอาทิตย์แบบรางพาราโบลิกที่ใช้ในงานวิจัยนี้มีขนาด พื้นที่รับรังสีอาทิตย์โดยประมาณ 2 m ทำการทดสอบโดยใช้สารทำงานนาโนกราฟินที่มีน้ำเป็นของไหล พื้นฐาน (Graphene Nano-platelets; GNP/+10) ที่คำความเข้มข้นเท่ากับ 0.050 gut 0.075 96wt และ 0.100 %wt และอัตราการไหลของสารทำงานที่ 1.0 LPM 1.5 LPM และ 2.0 LPM ตามลำดับ ทำ การทดสอบระบบที่คำความเข้มรังสีอาทิตย์เฉลี่ยในช่วง 300 - 900 V/m" ผลจากการผสมอนุภาคนาโนกราฟินกับน้ำทำให้ได้สารทำงานนาโนที่มีค่ความหนาแน่น ค่าสัมประสิทธิ์การนำความร้อน และค่าสัมประสิทธิ์การพาความร้อนสูงกว่าน้ำซึ่งเป็นของไหลฐานเท่ากับ 0.062 % 4.67 % และ 4.67 % ตามลำดับ แต่ในทางกลับกันค่าความจุความร้อนจำเพาะของสารทำงานนาโนที่ได้มีค่าต่ำกว่าน้ำเท่ากับ 0.031 9 ผลการทดสอบพบว่าระบบผลิตน้ำต้นแบบที่ใช้สารทำงานนาโนมีค่าประสิทธิภาพของ ระบบค่าประสิทธิภาพและสมรรถะของตัวเก็บรังสีอาทิตย์สูงกว่าระบบที่ใช้น้ำเป็นสารทำงานในทุกกรณีทดสอบ โดยสภาวะทดสอบที่ให้ผลดีที่สุดคือกรณีใช้สารทำงานนาโนเข้มข้น 0.100 9wt ที่อัตราการไหลเชิงมวลเท่ากับ 2.0 LPM ตัวเก็บรังสีอาทิตย์มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่ากับ 55.16 % สูงกว่า กรณีใช้น้ำเท่ากับ 3.36 % โดยมีค่าประสิทธิภาพเฉลี่ยตลอดวันที่ทำการทดสอบเท่ากับ 43. 59 % สูง กว่าระบบที่ใช้น้ำเท่ากับ 3.88 % ตัวเก็บรังสีอาทิตย์มีค่า F(TC.). เท่ากับ 0.5795 สูงกว่ากรณีใช้ น้ำในสภาวะทดสอบเดียวกันเท่ากับ 12.70 % และมีค่ำ FU เท่ากับ 8.1408 ต่ำกว่ากรณีใช้น้ำใน สภาวะทดสอบเดียวกันเท่ากับ 33.01 9 และการใช้สารทำงานนาโนที่มีคำความเข้มข้นและอัตราการ ไหลดังกล่าวยังทำให้คำประสิทธิภาพของระบบผลิตน้ำร้อนมีค่สูงสุดเท่ากับ 68.14 % โดยมีค่า ประสิทธิภาพเฉลี่ยตลอดวันเท่ากับ 44.08 1 ซึ่งค่าดังกล่าวสูงกว่าระบบที่ใช้น้ำเป็นสารทำงานใน สภาระการทดสอบเดียวกันเท่ากับ 16 29 9 และ 7 07 96 ตามลำดับ โดยระบบต้นแบบที่ใช้สารทำงานนาโนสามารถผลิตน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงสุดเท่ากับ 46 *C สูงกว่าระบบที่ใช้น้ำเป็นสารทำงาน 7.78.%</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1450</guid>
      <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การใช้ชีวมวลอัดแท่งจากเศษวัสดุเกษตรเป็นเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับอุตสาหกรรม</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1449</link>
      <description>Title: การใช้ชีวมวลอัดแท่งจากเศษวัสดุเกษตรเป็นเชื้อเพลิงทดแทนสำหรับอุตสาหกรรม
Authors: ณรงค์ฤทธิ์, เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา
Abstract: วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรที่ได้หลังจากการเก็บเกี่ยว หรือจากกระบวนการแปรรูปมักถูก เผาทำลายทิ้ง ซึ่งวิธีการนี้นอกจากจะสูญเสียความร้อนที่ได้ไปอย่างเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้เกิด มลภาวะทางอากาศ และปัญหาฝุ่นควัน อย่างไรก็ตามการนำวัสดุเกษตรเหล่านี้มาใช้ก็มีปัญหาในการ ใช้งาน การจัดเก็บ และการขนส่ง เนื่องจากวัสดุเกษตรนั่นส่วนมากมีความหนาแน่นต่ำ ดังนั้นแนวทาง ที่สามารถแก้ปัญหาคือการนำวัสดุเกษตรเหล่านี้มาเพิ่มความหนาแน่นเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยใช้ กระบวนการอัตร้อนด้วยสกรู ซึ่งกระบวนการนี้สามารถผลิตซีวมวลอัดแท่งที่มีคุณภาพสูง มีความ สะดวกในการใช้งาน จัดเก็บ และการขนส่ง ซึ่งจะสามารถลดปัญหาการเผาทำลาย และเพิ่มมูลค่าให้ วัสดุเกษตรเหลือใช้ได้อย่างยั่งยืน โดยงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาศักยภาพของวัสดุทาง การเกษตรเพื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่ง ปัจจัยที่มีผลต่อการอัดแห่งเชื้อเพลิงจากวัสดุเกษตร และ การนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งจะใช้กระบวนการอัตร้อน ด้วยสกรูที่มีมุมแตกต่างกัน อุณหภูมิอัด 300-330 330-360 แล ะ 360-390 องศาเซลเซียส วัสดุเกษตร 5 ชนิด ได้แก่ แกลบ แกลบหมัก กะลากาแฟ ก้านยาสูบเวอร์จีเนียร์ และเบอร์เลย์ ที่ผ่านการลดขนาด และควบคุมความชื้นไม่เกิน 129 จากผล การทดลองพบว่า ขนาดมุมของสกรู ส่งผลต่อการเลือกใช้วัสดุเกษตรเนื่องจากวัสดุเกษตรแต่ละชนิดมี องค์ประกอบ และลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกัน นอกจากนี้การเลือกอุณหภูมิที่ใช้อัดยังส่งผลต่อ คุณภาพของชีวมวลอัดแห่ง ซึ่งที่อุณหภูมิอัดสูงขึ้นพบว่าคำความหนาแน่น ความทนทาน คำต้านทาน แรงอัด และการต้านทานน้ำ มีแนวโน้มลดลง อย่างไรก็ตามผลการทดลองนี้แสดงให้เห็นว่า มุมสกรู อุณหภูมิที่ใช้อัด และชนิดของวัสดุเกษตรต่างมีสภาวะในการผลิตที่แต่ก็ต่างกัน ดังนั้นการรู้วิธีการที่ ถูกต้องจะสามารถผลิตชีวมวลอัดแห่งที่มีคุณภาพที่ดี</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 2021 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1449</guid>
      <dc:date>2021-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

