<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: ดุษฎีนิพนธ์</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/528</link>
    <description>ดุษฎีนิพนธ์</description>
    <pubDate>Sat, 11 Apr 2026 22:36:09 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-11T22:36:09Z</dc:date>
    <item>
      <title>การพัฒนาระบบและกลไกที่เหมาะสม ของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตภาคเหนือตอนบน</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1443</link>
      <description>Title: การพัฒนาระบบและกลไกที่เหมาะสม ของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตภาคเหนือตอนบน
Authors: ทศพล, อะทาโส
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระบบและกลไกที่เหมาะสมของกระบวนการ กําหนดนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตภาคเหนือตอนบน 2) เพื่อศึกษาความเหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขต ภาคเหนือตอนบน ในประเด็น 2.1) องค์ประกอบที่เหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคเหนือตอนบน 2.2) ตัวชี้วัดที่เหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคเหนือตอนบน 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตภาคเหนือตอนบน และ 4) เพื่อเสนอระบบและกลไกการตรวจสอบที่ เหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขต คเหนือตอนบน ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม (Mixed Methods) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ เป็น (Quantitative research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยในขั้นตอนแรก การศึกษาเอกสาร (Document Research) และการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured - Interview or Formal Interview) จากผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 8 แห่ง ในเขตภาคเหนือตอนบน เพื่อให้ทราบถึงระบบและกลไกกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการขั้นตอนที่สอง ใช้การวิจัยอนาคต (Future Research) ด้วยเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 17 คน เพื่อให้ได้องค์ประกอบที่เหมาะสมและตัวชี้วัดที่เหมาะสม ขั้นตอนที่สามใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เพื่อศึกษากระบวนการที่เหมาะสมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ จากปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยประชากรเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในเขตภาคเหนือตอนบน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการวิเคราะห์อำนาจทดสอบ (Power of Test) โดยโปรแกรม G*Power Version 3.1 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 120 แห่ง วิเคราะห์ ข้อมูลด้วย การวิเคราะห์การถดถอยพหุ (Multiple Regression Analysis) เพื่อให้ได้ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ และขั้นตอนสุดท้าย เป็นการตรวจสอบระบบและกลไกที่เหมาะสมของกระบวนการกำาหนดนโยบายสาธารณะ โดยการประชุมกลุ่มย่อย (Small Groups Discussion) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบไปด้วย ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่ามัธยฐาน ค่าฐานนิยม และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบและกลไกการตรวจสอบกระบวนการกำหนดนโยบาย สาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตภาคเหนือตอนบน ยังไม่ได้มีการกำหนดไว้อย่างชัด และเป็นรูปธรรมแต่ทางผู้วิจัยได้ศึกษาและรวบรวม พบว่าระบบและกลไกการตรวจสอบกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบไปด้วย 1. ระบบกลไกด้านกฎหมาย 2.หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้กำกับดูแล 3. กลไกภาคประชาชน และ 4. กลไกจากองค์กร นายบอก 2) การศึกษาองค์ประกอบที่เหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะพบว่า มี 8 ข้อ ประกอบด้วย 1. ศึกษาประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น 2. กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน 3.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ 4 ดำเนินการตามแนวทางของผู้กำกับดูแล 5. กำหนดวิธีปฏิบัติที่ชัดเจน 6. คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม บูรณาการทุกภาคส่วน และ 8. การตัดสินใจเชิงเหตุผล ซึ่งองค์ประกอบดังกล่าวได้กระจายเป็นตัวชี้วัด รวมทั้งสิ้น 48 ตัว โดยองค์ประกอบและตัวชี้วัดทุกตัว เป็นองค์ประกอบและตัวชี้วัดที่เหมาะสมในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า ปัจจัยด้านวัตถุประสงค์และเป้าหมายนโยบาย ปัจจัยด้านองค์กรภายในและปัจจัยด้านทรัพยากรนโยบาย มีความสัมพันธ์กับความเหมาะสมของกระบวนการกำหนด นโยบายสาธารณะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (F=167.315 P&lt;0.05) โดยปัจจัยด้านวัตถุประสงค์และ เป้าหมายนโยบายมีความสัมพันธ์สูงสุด กับความเหมาะสมของกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ (t=12.317 P&lt;0.05) รองลงมาเป็นปัจจัยด้านหน่วยงานภายใน (t=2,895 P&lt;0.05) และปัจจัยด้านทรัพยากรนโยบาย (t=2,246 P&lt;0.05) ตามลำดับ โดยปัจจัยทั้งหมดร่วมกันอธิบายความผันแปรของ กระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ร้อยละ 81.20 (R2= .812 P&lt;0.05) 4) ระบบการตรวจสอบกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. ขั้นเตรียมการเป็นการวิเคราะห์ทรัพยากรบริหาร และศึกษาประเด็นปัญหาและข้อเท็จจริง 2. ขั้นยกร่าง เป็นการปฏิบัติงานภายใต้ ระเบียบและข้อกฎหมาย โดยคณะกรรมการที่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นแต่งตั้งเพื่อจัดลำดับความสำคัญของปัญหา และความต้องการ 3) ขั้นตรวจสอบ เป็นขั้นตอนการตรวจสอบความพร้อมของนโยบายสาธารณะโดยคณะกรรมการที่องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นแต่งตั้ง และเสนอให้ผู้บริหารประกาศใช้ ในด้านกลไกการตรวจสอบกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะประกอบไปด้วย 1) การปฏิบัติตามขั้นตอน และหลักเกณฑ์ที่ให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการ 2) การปฏิบัติงานภายใต้การกำกับดูแลจากราชการส่วนกลางและราชการส่วนภูมิภาค 3) การตรวจสอบโดยภาคประชาสังคมทั้งทางตรงและทางอ้อม และ 4) การปฏิบัติตามแนวทางที่องค์กรภายนอกหรือองค์กรอิสระกำหนด</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2020 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1443</guid>
      <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ศึกษานโยบายอัตราค่าเล่าเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคสมทบ มหาวิทยาลัยแม่โจ้</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1441</link>
      <description>Title: ศึกษานโยบายอัตราค่าเล่าเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคสมทบ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
Authors: สุขุม, พันธุ์ณรงค์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษานโยบายอัตราค่าเล่าเรียนนักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคสมทบ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2) ศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างอัตราค่าเล่าเรียนนักศึกษาภาคสมทบกับนักศึกษาสามัญ ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 3) ศึกษาเปรียบเทียบโครงสร้างอัตราค่าเล่าเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคสมทบ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กับอัตราค่าเล่าเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคสมทบสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 4) ศึกษาผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับนักศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อมีการปรับเปลี่ยนอัตราค่าเล่าเรียน 5) ศึกษาแนวทางของสถาบันเกี่ยวกับการบริหารการเงินในอนาคต ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีภาคสมทบ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างตามวิธีการของ Tull and Hawkins ทั้งหมด 170 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลครั้งนี้คือแบบสอบถาม มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS/PC รวมทั้งสัมภาษณ์ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และการวิเคราะห์งบประมาณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ นโยบายค่าเล่าเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคสมทบในปัจจุบันอยู่ในอัตราที่ ใกล้เคียงกับการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่า และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ไม่ได้ปรับค่าเล่าเรียนอย่างต่อเนื่อง โดย ทิ้งช่วงเวลาการปรับค่าเล่าเรียนเป็นเวลานาน จนกว่าจะประสบปัญหาทางการเงิน เมื่อมีการปรับค่าเล่าเรียนมักเป็นการปรับอย่างก้าวกระโดด จึงมีผลให้รายได้ที่แท้จริงของสถาบันมีค่าต่ำลง ในขณะที่ต้นทุนเฉลี่ยต่อหัวมีค่าสูงขึ้น เมื่อนำโครงสร้างอัตราค่าเล่าเรียนของนักศึกษาระดับปริญญาตรี ภาคสมทบ เปรียบเทียบกับนักศึกษาภาคสามัญ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พบว่าค่าเล่าเรียนรวมของนักศึกษาภาคสมทบสูงกว่าภาคสามัญอย่างมาก แต่ความแตกต่างที่เกิดขึ้นเกิดจากค่าหน่วยกิตในรายวิชาเท่านั้น ในส่วนค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่นำมาใช้ในกิจการมหาวิทยาลัยไม่มีความแตกต่างกันเลย เมื่อเปรียบเทียบค่าเล่าเรียนของนักศึกษาภาคสมทบ ระหว่างสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ทั้งภาครัฐและเอกชน พบว่าค่าเล่าเรียนรวมของนักศึกษาภาคสมทบในส่วนของ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐใกล้เคียงกัน โดยทุกสถาบันเก็บค่าหน่วยกิตเป็นอัตราส่วนสูงสุด แหล่งรายได้ใหม่ของสถาบันอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังไม่มีการจัดเก็บ ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นมีการเก็บที่ชัดเจน และทำรายได้ค่อนข้างสูง คือ ค่าบำรุงศูนย์บริการอินเตอร์เน็ต หากนำค่าเล่าเรียนรวมมหาวิทยาลัยของรัฐมาเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยในภาคเอกชน พบว่า มหาวิทยาลัยภาคเอกชน เก็บค่าเล่าเรียนรวมสูงกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐประมาณ 71-74% นักศึกษาที่เรียนสาขาวิชาการบัญชีมีค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่อภาคเรียนสูงสุด โดยนักศึกษาในทุกสาขาวิชาส่วนใหญ่เห็นว่า ค่าเล่าเรียนในปัจจุบันอยู่ในระดับ ปานกลาง และควรมีการเก็บค่าเล่าเรียนต่างกันในแต่ละสาขาวิชา โดยไม่เห็นด้วยที่จะเก็บค่าเล่าเรียนแบบเหมาจ่าย การปรับค่าเล่าเรียนควรมีการปรับเพียงครั้งเดียวให้ถึงระดับที่เหมาะสม โดยควรปรับตามภาวะเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพัฒนามหาวิทยาลัย และควรมีการปรับค่าเล่าเรียนทุกสาขาวิชาในอัตราเดียวกัน และ ไม่แน่ใจว่าถ้ามีการปรับค่าเล่าเรียนอีกเท่าตัวยังจะคงได้ศึกษาต่อไปหรือไม่ ในส่วนทุนการศึกษาในปัจจุบันมีจำนวนน้อย โดยควรจัดให้นักศึกษา เฉลี่ยต่อทุนต่อปีการศึกษา คือ 24,579.71 บาท และควรได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลร้อยละ 49.03 ของค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา และควรมีการจัดกองทุนเงินกู้เพื่อการศึกษาในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ความช่วยเหลือทางด้านงบประมาณจากทางรัฐบาลเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณจากงบประมาณแผ่นดิน และงบประมาณเงินรายได้ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการจัดหาเอง โดยได้รับทั้งหมด ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายหรือเงินลงทุนเพื่อการศึกษาของนักศึกษา หรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักศึกษาต่ำมากเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งหมด ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีแหล่งที่มาของเงินทุน 2 แหล่งที่สำคัญคือ เงินรายได้จากงบประมาณแผ่นดิน และงบประมาณเงินรายได้ที่มหาวิทยาลัยดำเนินการจัดหาเอง โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านงบประมาณจากทางรัฐบาลเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเปรียบเทียบงบประมาณทั้งหมด ในขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายหรือเงินลงทุนเพื่อการศึกษาของนักศึกษา หรือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากนักศึกษาต่ำมากเมื่อเทียบกับงบประมาณทั้งหมด</description>
      <pubDate>Sat, 01 Jan 2000 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1441</guid>
      <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาห้างฉัตร จังหวัดลำปาง</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1439</link>
      <description>Title: การบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาห้างฉัตร จังหวัดลำปาง
Authors: สรพงษ์, กันทวงศ์
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า 2) เพื่อศึกษากระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อ ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาห้างฉัตร จังหวัดลำปาง 3) เพื่อศึกษาแนวทางและกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรสาขาห้างฉัตร จังหวัดลำปาง การศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก (Indepth Interview) และการเก็บแบบสอบถาม สรุปผลการวิจัยครั้งนี้พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าของธนาคารด้านปัจจัยภายใน ซึ่งเกิดจากการที่ลูกค้าไม่ได้รับการศึกษาเพิ่มเติมในการประกอบอาชีพ มีภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ด้านปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าของธนาคารด้านปัจจัยภายนอกนั้นพบว่า ลูกค้าถูกติดตามทวงถามจากการกู้เงินนอกระบบ และลูกค้าประสบภัยธรรมชาติ ฝนแล้ง น้ำท่วม ด้านกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาขาห้างฉัตร ได้มีการวิเคราะห์โดยใช้แนวคิดการวิเคราะห์สินเชื่อเชิงคุณภาพ (Qualitative) และมีหลักการแนวทางในการแก้ไขการบริหารความเสี่ยงตามหลักการวิเคราะห์ 6C's Credit คือ ลักษณะผู้ขอกู้ (Character) ความสามารถในการชำระหนี้ (Capacity) ทุน (Capital) หลักประกัน (Collateral) วัตถุประสงค์ของการนำเงินไปใช้ (Conditions) ปัจจัยเกี่ยวกับการค้า ระหว่างประเทศ (Country) ส่วนในแนวทางและกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อที่เหมาะสมสำหรับลูกค้าและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรนั้นด้านลูกค้านั้นควรพิจารณาตนเองในเรื่องแหล่งที่มาของรายได้ ซึ่งเมื่อกู้เงินมาแล้วสามารถชำระหนี้ได้ภายในกำหนด ควรมีการวางแผนการใช้จ่ายเงิน การจัดสรรเงินเพื่อลงทุนและชำระหนี้สินเมื่อมีรายได้ ด้านพนักงาน ควรสร้างมาตรฐานการทำงานใหม่ โดยการศึกษาคุณสมบัติลูกค้าที่กู้เงินให้มากขึ้น การลงพื้นที่สอบประวัติลูกค้า การให้ความสำคัญถึงแหล่งที่มาของรายได้ วัตถุประสงค์การกู้เงินให้สอดคล้องกับกระแสเงินสดของลูกค้า พนักงานควรศึกษาวิธีปฏิบัติที่ออกใหม่ และพนักงานควรได้รับการพัฒนาศักยภาพของตนเองในส่วนที่ยังบกพร่อง หรือสนใจศึกษาเพื่อให้งานธนาคารเติบโตต่อไป</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 2015 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1439</guid>
      <dc:date>2015-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>โมเดลธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ จำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1436</link>
      <description>Title: โมเดลธุรกิจเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจ จำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่
Authors: เขมิกา, ธนธำรงกุล
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา โมเดลธุรกิจความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีแบบผสมผสาน (Mixed Method) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรจำนวน 5 ราย ทำการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์ธีม (thematic analysis) และข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มเกษตรกรจำนวน 400 ราย ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage-stage sampling) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา โดยนำข้อมูลเชิงคุณภาพและข้อมูลเชิงปริมาณมาวิเคราะห์ข้อมูลใช้รูปแบบ Design Thinking เพื่อใช้ในการสร้างโมเดลธุรกิจความได้เปรียบในการแข่งขันของธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรในจังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า โมเดลธุรกิจของธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรแบบ Business Model Canvas กลุ่มลูกค้าคือเกษตรกรซึ่งเป็นผู้ใช้สินค้าจากการนำเสนอคุณค่าของสินค้าโดยเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ แข็งแรง ทนทาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเกษตรกร โดยมีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทางหน้าร้าน นำเสนอคุณค่าโดยอาศัยการมี ความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าด้วยการติดตามการใช้สินค้าอย่างสม่ำเสมอและมีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย การสร้างคุณค่าดำเนินการผ่านทรัพยากรหลักคือ ความรู้และเงินทุนที่ต้องใช้ในการประกอบธุรกิจ กิจกรรมหลักคือ การเลือกสรรผู้ผลิตและการสื่อสารคุณค่าให้กับลูกค้า พันธมิตรหลักคือ ผู้ผลิตและผู้กระจายสินค้า ทั้งนี้กระแสรายได้จะเกิดจากการใช้สินค้าและการซื้อสินค้าของทางร้าน โดยมีโครงสร้างต้นทุนซึ่งเกิดจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน สำหรับกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันแก่ผู้ประกอบธุรกิจพบว่า กลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุดของผู้ประกอบธุรกิจคือ กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง โดยการให้ความสำคัญกับเครื่องจักรกลการเกษตรที่นำมาจำหน่ายและการให้บริการหลังการขายแก่ลูกค้า เมื่อสินค้าเกิดปัญหาสามารถแก้ไขและให้คำแนะนำได้อย่างรวดเร็ว โมเดลธุรกิจของธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตรแบบ Lean Canvas กลุ่มลูกค้าหลักของธุรกิจคือ เกษตรกรซึ่งเป็นผู้ใช้สินค้า โดยธุรกิจแบบใหม่นี้จะอิงการเสนอคุณค่าให้แก่ลูกค้าและยึดคุณค่า ซึ่งยากต่อการลอกเลียนแบบนั้นไว้เป็นหลัก กระบวนการเริ่มด้วยการค้นหาปัญหาและคุณค่าที่แท้จริงผ่านกิจกรรมที่มีลูกค้าเป็นส่วนร่วมหลักอย่างต่อเนื่องจนได้รับการยืนยันสินค้าและคุณค่าที่ลูกค้าต้องการ สำหรับกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันแก่ผู้ประกอบธุรกิจ พบว่า กลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันมากที่สุดของผู้ประกอบธุรกิจคือ ผู้นำด้านต้นทุนโดยต้นทุนในการดำเนินงานที่ต่ำ การลดค่าใช้จ่ายในการบริหารสินค้าคงคลัง ดูจากความถี่ของสินค้าที่ออกไป รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ เป็นการใช้สื่อสังคม ออนไลน์เข้ามาช่วยเพิ่มการรับรู้ของลูกค้า จะช่วยให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้ดี การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงวิชาการ จากการศึกษาแนวคิดโมเดลธุรกิจซึ่งมีองค์ประกอบทั้งหมด 9 ด้าน ในการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นจะเป็นการบูรณาการความรู้ในส่วนต่าง ๆ ที่ได้จากการศึกษามาสร้างโมเดลธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตร แต่ในการสร้างโมเดลธุรกิจ ผู้วิจัยได้นำปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกและการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมาร่วมวิเคราะห์กับโมเดลธุรกิจ ซึ่งจะทำให้โมเดลธุรกิจครอบคลุมทุกประเด็นปัญหาและทำให้โมเดลธุรกิจมีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันสำหรับธุรกิจจําหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตร อีกทั้งสามารถใช้เป็นข้อมูลและแนวทางในการทำธุรกิจสำหรับผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายเครื่องจักรกลการเกษตร ที่ได้นำไปใช้ในการคิดกลยุทธ์หรือสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาดของกิจการได้ โดยการออกแบบสินค้าใหม่หรือการสร้างโปรโมชั่น รวมถึงการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งที่มีอยู่ภายในธุรกิจ</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2020 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1436</guid>
      <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

