<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: วิทยานิพนธ์</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/508</link>
    <description>วิทยานิพนธ์</description>
    <pubDate>Sat, 11 Apr 2026 22:29:28 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-11T22:29:28Z</dc:date>
    <item>
      <title>วัฎจักรการหมุนเวียนธาตุอาหารของป่าบ้านโปง ลุ่มน้ำเชิงเขาห้วยโจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1879</link>
      <description>Title: วัฎจักรการหมุนเวียนธาตุอาหารของป่าบ้านโปง ลุ่มน้ำเชิงเขาห้วยโจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่
Authors: อาทิตย์ เรือนหน้อย
Abstract: จากการศึกษาเกี่ยวกับวัฏจักรการหมุนเวียนธาตุอาหารของป่าบ้านโปง ซึ่งอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำเชิงเขาห้วยโจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างเดือนเมษายน ปี 2544 ถึงเดือนมิถุนายน ปี 2545 ระยะเวลา 15 เดือน โดยทำการวางแปลงทคลองขนาค 50x50 ม. ในพื้นที่ป่าแต่ละประเภท  คือ แปลงป่าเบญจพรรณ แปลงป่าเบญจพรรณชื้น แปลงป่าเต็งรังแคระแปลงป่าเต็งรังที่พัฒนาแล้วและแปลงป่าเต็งรังรุ่นสอง ทำการศึกษาถึงลักษณะโครงสร้างของ&#xD;
สังคมพืชในระบบ การเปลี่ยนแปลงของปัจจัยสิ่งแวคล้อมทางกายภาพ และลักษณะการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบจากการศึกษาพบว่า แปลงป่าเบญจพรรณ เปลงป่าเบญจพรรณชื้น แปลงป่าเต็งรังแคระ แปลงป่าเต็งรังที่พัฒนาแล้ว และแปลงป่าเต็งรังรุ่นสอง มีค่าเฉลี่ยความสูงของไม้ยืนต้นเท่ากับ 9.33, 8.46, 4.01 , 5.50 และ 4.37 ม. ตามลำดับ มีค่าการปกคลุมของเรือนยอดเท่ากับ 67, 89, 80, 85, และ 89% ตามลำคับ แต่ละแปลงมีอุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด และความชื้นสัมพัทธ์ที่ใกล้เดียงกัน ยกเว้นแปลงป่าเต็งรังแคระ และแปลงป่าเต็งรังรุ่นสองที่มีอุณหภูมิสูงสุดค่อนข้างสูงกว่าแปลงอื่นๆ นอกจากนี้พบว่าความชื้นในดินของแต่ละแปลงมีความแตกต่างกันในแต่ละเดือน โดยแต่ละแปลงมีค่าผันแปรอยู่ในช่วง 5.11-32.65, 12.35-36.58, 1.40-16.21,10.47-31.04 และ 3.18-26.81% ตามลำดับปัจจัยต่าง ๆ ที่กล่าวมาข้างต้นล้วนส่งผลกระทบต่อกระบวนการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบซึ่งปริมาณการหมุนเวียนกลับของธาตุอาหารต่าง ๆ ในรูปของซากอินทรีย์จากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นไม้ พบว่าปริมาณของธาตุ N, P, K, Ca และ Mg ในแปลงป่าเบญจพรรณเท่ากับ 8.38, 0.38, 0.90, 12.22 และ 1.27 กก/ไร่/ปี ตามลำดับ แปลงป่าเบญงพรรณชื้นเท่ากับ10.3 1 , 0.85 , 1.18, 19.21 และ 2.37  กก./ไร่ ปี ตามลำดับ แปลงป่าเต็งรังแคระ เท่ากับ 3.91,0.27  0.34, 3.65 และ 0.93 กก./ไร่ ปี ตามลำดับ แปลงป่าเต็งรังที่พัฒนาแล้ว เท่ากับ 7.89,0.34, 0.70, 6.63 และ 1.19 กก/ไร่ ปี ตามลำดับ แปลงป่าเต็งรังรุ่นสอง เท่ากับ 5.73, 0.22.0.43, 4.46 และ 0.95 กก/ไร่ปี ตามลำดับ ส่วนปริมาณธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในดินที่ระดับความลึก 0-30 ซม. นั้นพบว่าธาตุอาหารที่สะสมอยู่ในดินแต่ละแปลงส่วนใหญ่ใด้รับอิทธิพลจากการหมุนเวียนกลับของซากอินทรีย์จากส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นไม้ แต่บางแปลงได้รับอิทธิพลจากวัตถุตันกำเนิดดินมากกว่าจึงทำให้ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของสังคมป่าได้ เช่น กรณีของแปลงป่าเต็งรังแคระ และแปลงป่าเต็งรังรุ่นสอง ที่มีปริมาณฟอสฟอรัสสะสมอยู่ในดินมากกว่าแปลงอื่น ๆ ทั้งที่มีปริมาณฟอสฟอรัสในซากอินทรีย์ที่หมุนเวียนกลับน้อยกว่าแปลงอื่น ๆ เป็นต้น</description>
      <pubDate>Wed, 01 Jan 2003 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1879</guid>
      <dc:date>2003-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การจัดการขยะมูลฝอยบนพื้นที่สูง กรณีศึกษา บ้านตุงลอย ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1281</link>
      <description>Title: การจัดการขยะมูลฝอยบนพื้นที่สูง กรณีศึกษา บ้านตุงลอย ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่
Authors: ต่อพงศ์ ติ๊บมั่ง, ฐปน ชื่นบาล; ทิพย์สุดา ตั้งตระกูล, ผานิตย์ นาขยัน
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่อง การจัดการขยะมูลฝอยบนพื้นที่สูง กรณีศึกษา บ้านตุงลอย ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบริบทพื้นที่การจัดการขยะมูลฝอยบน พื้นที่สูง กรณีศึกษา บ้านตุงลอย ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาวิธีการ จัดการขยะมูลฝอยที่เหมาะสม กรณีศึกษา บ้านตุงลอย ตำบลอมก๋อย อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อประเมินผลการจัดการขยะมูลฝอยบนพื้นที่สูง กรณีศึกษา บ้านตุงลอย ตำบลอมก๋อย อำเภออม ก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม การจัดเวทีชุมชน การศึกษาดูงาน ในการ เก็บรวบรวมข้อมูลการจัดการขยะมูลฝอย โดยสถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ของ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 ครัวเรือน ผลการศึกษา พบว่า ชุมชนบ้านตุงลอยตั้งที่ความสูง 1,012 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีเนื้อที่ ทั้งหมด 18,727.30 ไร่ ประชากรเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงโปว์ มีครัวเรือนจำนวน 558 ครัวเรือน ประชากรรวม 1,323 คน แยกเป็นชาย 637 คน หญิง 686 คน อายุเฉลี่ย 49.18 ปี ด้านการศึกษา ระดับประถมศึกษามากที่สุดร้อยละ 30.30 ด้านอาชีพทำการเกษตรมากที่สุดร้อยละ 66.39 และจาก การสำรวจปริมาณขยะมูลฝอยของกลุ่มตัวอย่าง สามารถจำแนกขยะ จำนวน 50 ครัวเรือน เป็น 4 ประเภท คือ 1) ขยะรีไซเคิล ร้อยละ 48.83 2) ขยะทั่วไป ร้อยละ 24.123) ขยะย่อยสลายได้ ร้อยละ 21.76 และ 4) ขยะอันตราย ร้อยละ 5.29 ส่วนพฤติกรรมการกำจัดขยะมูลฝอยจากกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ครัวเรือน ร้อยละ 76 ไม่ได้คัดแยกขยะก่อนนำไปทิ้ง มีเพียงครัวเรือน ร้อยละ 24 ของกลุ่ม ตัวอย่างที่มีการคัดแยกขยะก่อนนำไปทิ้ง มีการจัดเวทีเสวนา เพื่อหารูปแบบแนวทางในการจัดการ ตัวอย่างที่มีการคัดแยกขยะก่อนนำไปทิ้ง มีการจัดเวทีเสวนา เพื่อหารูปแบบแนวทางในการจัดการ ขยะมูลฝอยร่วมกัน จากการศึกษาสำรวจข้อมูลเชิงตัวเลข เพื่อนำมาสะท้อนถึงสภาพปัญหาให้ชุมชน รับทราบ และตระหนักถึงชนิดและปริมาณของขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการยอมรับถึงสภาพ ปัญหาต่อการทิ้งขยะภายในชุมชนกลุ่มตัวอย่าง จึงต้องการหาแนวทางการจัดการขยะมูลฝอยของ ชุมชนร่วมกัน ได้มีการกำหนดกฎระเบียบการทิ้งขยะของชุมชนร่วมกัน มีวิธีการจัดการขยะ 6 ข้อ คือ 1) การคัดแยกขยะตามประเภทของขยะมูลฝอย 2) ได้มีการกำหนดพื้นที่ในการทิ้งขยะมูลฝอยจากครัวเรือนของหมู่บ้าน 3) มีการจัดตั้งคณะกรรมการ เพื่อดำเนินงานการจัดการขยะมูลฝอย 4) ได้มีการ สร้างฐานการเรียนรู้ภายในชุมชน 5) มีการจัดอบรมให้ความรู้การคัดแยกขยะอย่างสม่ำเสมอภายใน ชุมชน 6) การส่งตัวแทนกลุ่มชาวบ้านหรือกลุ่มผู้นำชุมชนไปศึกษาดูงาน เพื่อนำความรู้มาร่วมกันแก้ไข ปัญหาและพัฒนาการจัดการขยะภายในชุมชน ส่วนการประเมินผลการจัดการขยะของชุมชน พบว่า ชุมชนได้นำความรู้ความเข้าใจจากการอบรม การศึกษาดูงานมาประยุกต์ใช้ในการจัดการขยะมูลฝอย โดยการคัดแยกขยะภายในครัวเรือนของตนเองก่อนนำไปทิ้งทุกครั้ง รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนที่ ร่วมคิด ร่วมทำ และมีความเข้าใจในการปฏิบัติต่อการจัดการขยะมูลฝอย ทำให้สามารถลดปริมาณ ขยะภายในชุมชนได้ ซึ่งสามารถวัดได้จากการทิ้งขยะของทุกครัวเรือนที่ได้มีการคัดแยกขยะก่อนนำไป ทิ้ง จากเดิมกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 ครัวเรือน ได้มีการทิ้งขยะทุกประเภทลงไปในหลุมขยะที่ได้ กำหนดไว้ของหมู่บ้าน ซึ่งจากการคัดแยกประเภทของขยะต่างๆ ทำให้มีการกำจัดขยะทั่วไป โดยการ เผาขยะตอนกลางวันภายในบริเวณครัวเรือนของตนเอง ซึ่งจะต้องมีผู้ควบคุมดูแลการเผาอย่างน้อย จำนวน 1 คน ส่วนขยะที่เผาไม่ได้ เนื่องจากมีขนาดใหญ่หรือเปียกชื้นจะนำไปทิ้งในหลุมขยะของ ชุมชน ส่วนขยะรีไซเคิลได้รวบรวมเก็บไว้ เพื่อนำไปขายให้กับพ่อค้ารับซื้อของเก่าภายในหมู่บ้าน เดือนละ 1 ครั้ง ขยะย่อยสลายได้ เช่น เศษอาหารต่างๆ ใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ส่วนเศษใบไม้ ชาวบ้านจะเก็บรวบรวมกองไว้เพื่อใช้ทำปุ๋ยหมัก และขยะอันตรายจะมีการเก็บรวบรวมไว้ เพื่อนำส่ง ให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลนำไปกำจัดต่อไป</description>
      <pubDate>Tue, 01 Jan 2019 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1281</guid>
      <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

