<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/" version="2.0">
  <channel>
    <title>DSpace Collection: Business Administration / บริหารธุรกิจ</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/5</link>
    <description>Business Administration / บริหารธุรกิจ</description>
    <pubDate>Tue, 21 Apr 2026 02:39:42 GMT</pubDate>
    <dc:date>2026-04-21T02:39:42Z</dc:date>
    <item>
      <title>THE QUALITY OF WORK LIFE AFFECTING WORK EFFICIENCY OF GOVERNMENT OFFICERS IN THE AREA OF CHIANG MAI PROVINCIAL COURT</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2203</link>
      <description>Title: THE QUALITY OF WORK LIFE AFFECTING WORK EFFICIENCY OF GOVERNMENT OFFICERS IN THE AREA OF CHIANG MAI PROVINCIAL COURT; คุณภาพชีวิตการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน&#xD;
ของบุคลากรศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่
Abstract: This research aims to study the impact of the quality of work life on the work efficiency of judicial personnel in Chiang Mai Province. The sample group used in this study consisted of 380 judicial personnel in Chiang Mai Province. The tool used for data collection was a questionnaire regarding the quality of work life and work efficiency of the judicial personnel in Chiang Mai Province. Data analysis utilized descriptive statistics, including frequency, percentage, arithmetic mean, and standard deviation. Inferential statistics used for data analysis included t-tests, one-way ANOVA, Pearson's product-moment correlation coefficient, and multiple regression analysis.&#xD;
&#xD;
The research findings revealed that differing personal factors did not result in differing work efficiency. The overall quality of work life of judicial personnel in Chiang Mai Province was found to be at a high level, and the overall work efficiency of judicial personnel in Chiang Mai Province was found to be at the highest level.&#xD;
&#xD;
 &#xD;
&#xD;
 &#xD;
&#xD;
 &#xD;
&#xD;
Hypothesis testing results indicated that different personal factors did not affect the work efficiency of judicial personnel in Chiang Mai Province. However, the quality of work life did impact the work efficiency of judicial personnel in Chiang Mai Province.; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ&#xD;
การทำงานของบุคลากรศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นบุคลากรศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 380 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล&#xD;
เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตในการทำงานและประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากร&#xD;
ศาลจังหวัดเชียงใหม่ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive Statistics) ได้แก่&#xD;
ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percent) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics)&#xD;
ได้แก่ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง (t-test, One Way ANOVA) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product-Moment Correlation Coefficient) และ&#xD;
การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัย&#xD;
ส่วนบุคคลที่แตกต่างกันมีประสิทธิภาพการทำงานไม่ต่างกัน โดยมีระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก และมีระดับประสิทธิภาพ&#xD;
การทำงานของบุคลากรศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการทดสอบสมมติฐาน ปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่ คุณภาพชีวิตในการทำงานส่งผลต่อประสิทธิภาพ&#xD;
การทำงานของบุคลากรศาลยุติธรรมในจังหวัดเชียงใหม่</description>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2024 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2203</guid>
      <dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การประเมินหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2194</link>
      <description>Title: การประเมินหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
Authors: กัญญาวีร์ เทพประภักษ์, kanyawee thepprapak
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพของหลักสูตร ด้านบริบท ด้านปัจจัยป้อนเข้า และด้านกระบวนการ 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตร ด้านความพึงพอใจต่อหลักสูตร และด้านคุณสมบัติของมหาบัณฑิตตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างมหาบัณฑิตและนักศึกษาต่อสภาพของหลักสูตรและผลสัมฤทธิ์ของหลักสูตร และศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของมหาบัณฑิตกับผู้บังคับบัญชาต่อ คุณสมบัติของมหาบัณฑิต ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ มหาบัณฑิต จำนวน 43 คน นักศึกษา 83 คน และผู้บังคับบัญชามหาบัณฑิต 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และผ่านการทดสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาแล้ว จากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS 7.5 for windows) ผลการวิจัยมีดังนี้ข้อมูลทั่วไปพบว่า มหาบัณฑิตผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุมากกว่า 40 ปี รับราชการมากที่สุด และมีตำแหน่งผู้บริหาร ขณะที่ศึกษาต่อหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ศึกษาในภาคสมทบ โดยมีวุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาบริหารธุรกิจพาณิชยศาสตร์ เป็นส่วนใหญ่ และมีเหตุผลในการศึกษาต่อเพื่อปรับวุฒิการศึกษา และเป็นประโยชน์ในการเลื่อนตำแหน่ง ก่นเข้าศึกษาต่อมีความสนใจในการศึกษาหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจ ในระดับมาก แต่ส่วนใหญ่ไม่เคยไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยในการสอบเข้า สำหรับนักศึกษาผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26-30 ปีทำงานเอกชน ตำแหน่งพนักงานทั่วไป และเรียนในภาคสมทบมากที่สุด วุฒิการศึกษาในระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่คือ บริหารธุรกิจ โดยมีเหตุผลในการศึกษาต่อหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจ คือ เป็นสาขาวิชาที่เป็นที่นิยมและนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้าง ความสนใจในการศึกษาต่ออยู่ในระดับมาก นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เคยไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยในการสอบเข้าศึกษาต่อ และมีกิจกรรมในระหว่างที่เป็นนักศึกษาคือ อ่านหนังสืออ่านเล่น ฟังเพลง ดูโทรทัศน์ เป็นส่วนมาก ในส่วนของผู้บังคับบัญชาของมหาบัณฑิตที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง มีอายุมากกว่า 40 ปี อาชีพรับราชการและมีตำแหน่งานเป็นผู้บริหาร/ผู้จัดการ วุฒิการศึกษาส่วนใหญ่คือ ปริญญาโท ผู้บังคับบัญชาของมหาบัณฑิตให้ความสนใจและให้การสนับสนุน ในการศึกษาต่อหลักสูตรปริญญาโท สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยให้ความสนใจในภาคสมทบ (เรียนวันเสาร์ - อาทิตย์)และให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ในการเปีดสอนหลักสูตรดังกล่าว ในระดับที่น้อย แต่เห็นว่าการศึกษาต่อหลักสูตรนี้มีแนวโน้มมากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจจะถดถอยความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพของหลักสูตร พบว่า มหาบัณฑิตมีความคิดเห็นต่อสภาพของหลักสูตรด้านบริบทอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก ด้านปัจจัยป้อนเข้า และด้านกระบวนการอยู่ในเกณฑ์ป่านกลาง สำหรับนักศึกษามีความเห็นว่า สภาพของหลักสูตรด้านบริบท ด้านปัจจัยป้อนเข้าและด้านกระบวนการ อยู่ในเกณฑ์ปานกลางทั้งหมดความคิดเห็นเกี่ยวกับความพึงพอใจต่อหลักสูตร พบว่า มหาบัณฑิต และนักศึกษามีความคิดเห็นสอดคล้องกันในภาพรวมว่า หลักสูตรมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมากความคิดเห็นของมหาบัณฑิต เกี่ยวกับคุณสมบัติของมหาบัณฑิตตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร พบว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมมาก สอดคล้องกับความคิดเห็นของผู้บังคับบัญชาของมหาบัณฑิต ต่อคุณสมบัติของมหาบัณฑิตตามสภาพที่เป็นจริง โดยให้คะแนนเฉลี่ย 8.48 จากคะแนนเต็ม 10 กับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างมหาบัณฑิตและผู้บังคับบัญชาของมหาบัณฑิตกับค่าคะแนนความคิดเห็นต่อ คุณสมบัติของมหาบัณฑิตตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติข้อเสนอแนะ จากมหาบัณฑิต และนักศึกษา คือ ด้านการจัดการหลักสูตร ควรลดขั้นตอนให้สั้นและรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ สำหรับการวัดผลประเมินผล ต้องการความชัดเจนและสามารถตรวจสอบได้ ในด้านการบริหารเกี่ยวกับห้องสมุด ควรเพิ่มตำรางานวิจัยที่เกี่ยวกับหลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ด้านการให้คำแนะนำปรึกษาวิทยานิพนธ์ / ปัญหาพิเศษ มหาบัณฑิตและนักศึกษา ต้องการให้ที่ปรึกษาสละเวลาในการให้คำปรึกษามากขึ้น และต้องการให้เปิดสอนวิชาที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน ตลอดจนมีการสัมมนาวิชาการ มากขึ้นขณะที่ผู้บังคับบัญชาของมหาบัณฑิต เสนอแนะว่ามหาบัณฑิต ควรมีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้นและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างมีหลักการ มีความรับผิดชอบและจรรยาบรรณในวิชาชีพให้มากขึ้น</description>
      <pubDate>Thu, 01 Jan 1998 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2194</guid>
      <dc:date>1998-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการใช้บริการเอทีเอ็ม. กรณีศึกษา : พนักงานและลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2185</link>
      <description>Title: ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการใช้บริการเอทีเอ็ม. กรณีศึกษา : พนักงานและลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ
Authors: จำเนียร พัฒนพิบูลย์, chamnian phattanapiboon
Abstract: การวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการใช้บริการเอ๋ทีเอ็ม กรณีศึกษา :พนักงานและลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการใช้บริการ เอทีเอ็ม.ของพนักงานและลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ 2) ศึกษาลักษณะการใช้เอทีเอ็ม.ของพนักงานและลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ 3) ศึกษาปัญหาที่เกิดจากการใช้บริการเอทีเอ็ม. ของพนักงานและลูกจ้างในนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิจัยใช้แบบสอบถาม ได้ข้อมูลจำนวน 400 ชุด โดยการสอบถามพนักงานและลูกจ้างในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2543 - สิงหาคม 2543 และนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC* ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 79.5 มีอายุอยู่ระหว่าง 21 - 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 36.0 มีสถานภาพการสมรส เป็นโสด ร้อยละ 56.0 ระดับการศึกษา ปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 39.3 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนมากกว่า 10,000 บาทขึ้นไป คิดเป็นร้อยล ะ 39.5 ปัจจัยที่ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความสำคัญมากที่สุดในการใช้บริการเอทีเอ็มได้แก่ เครื่องเอทีเอ็ม.เปิดบริการ 24 ชั่วโมง, ได้รับเงินเดือนผ่านธนาคาร,ทำบัตรได้รวดเร็วรอรับบัตรได้ทันที,จำนวนเครื่องเอทีเอ็ม.มีมาก และยกเว้นค่าธรรมเนียมทำบัตร,รายปีผู้ตอบแบบสอบถามถือบัตรเอทีเอ็ม 1 บัตร และ 2 บัตร มีจำนวนเท่ากัน คือ ร้อยละ 41.9 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) มีผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม.มากที่สุด คือ ร้อยละ 44.5 บัตร เอทีเอ็มชนิด ธรรมดา (บัตรเงิน) มีผู้ใช้มากที่สุด ร้อยละ 69.5 ธนาคารที่ใช้บริการบ่อยที่สุดได้แก่ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด(มหาชน) คิดเป็นร้อยละ 60.5 เหตุผลที่สำคัญที่สุดในการเลือกใช้บริการธนาคาร ได้แก่การรับเงินเดือนผ่านธนาคารนั้นๆ คิดเป็นร้อยละ 92.2 ผู้ใช้บริการรับรู้ค่าธรรมเนียมในการถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็ม.ต่างสาขา คิดเป็นร้อยละ 97.0 และเคยใช้บัตรเอทีเอ็ม ผ่านธนาคารอื่น คิดเป็นร้อยละ 87.0เหตุผลที่สำคัญมากที่สุดในการใช้บริการเอทีเอ็ม.นั้น เหตุผลในเรื่องความสะดวกรวดเร็วในการให้บริการเป็นเหตุผลที่สำคัญมากที่สุดลำดับที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 37.4 เครื่องเอทีเอ็ม.ในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือที่ผู้ตอบแบบสอบถามเลือกใช้บริการบ่อยที่สุด ได้แก่เครื่องเอทีเอ็ม.ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) คิดเป็นร้อยละ 55.2 จำนวนเงินที่ผู้ตอบแบบสอบถามถอนจากเครื่องเอทีเอ็มแต่ละครั้งนั้น ส่วนใหญ่ จะถอนครั้งละ 5,000 บาท ขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 58.3 จำนวนครั้งที่ถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็มในแต่ละเดือน พบว่า ส่วนใหญ่จะถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็ม.เดือนละ 1 - 3 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 74.5 ช่วงที่ ถอนเงินจากเครื่องเอทีเอ็ม.มากที่สุดได้แก่  ช่วงปลายเดือนหรือต้นเดือน คิดเป็นร้อยละ 69.7 ช่วงเวลาที่ถอนเงิน ถอนเงินเวลา 18.01-20.00 น. คิดเป็นร้อยละ 40.2 ผู้ตอบแบบสอบถามที่ ตอบในข้อนี้ ทั้งหมดใช้บริการเครื่องเอทีเอ็ม.ถอนเงินทุกคน และผู้ตอบแบบสอบถามที่สมรสแล้วส่วนใหญ่เคยบอกรหัสเอทีเอ็ม.ให้แก่สามี - ภรรยา ร้อยละ 77.7 ปัญหาที่พบได้แก่  ปัญหากระดาษสลิปแจ้งยอดหมด มีจำนวนมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 83.5 ส่วนปัญหาที่ผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในการใช้บริการเอทีเอ็ม.ได้แก่ จำนวนเครื่องเอทีเอ็มไม่เพียงพอต่อการใช้ เป็นปัญหาที่ผู้ตอบแบบสอบถามคิดว่าเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุดอันดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 16.8</description>
      <pubDate>Mon, 01 Jan 2001 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2185</guid>
      <dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
    <item>
      <title>การควบคุมกษัยการของดินในแปลงปลูกพืชผักบนที่สูง โดยแถบตะไคร้และเศษพืช</title>
      <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2181</link>
      <description>Title: การควบคุมกษัยการของดินในแปลงปลูกพืชผักบนที่สูง โดยแถบตะไคร้และเศษพืช
Authors: นคร สืบแสน
Abstract: ปัจจุบันนี้มีเกษตรกรชาวไทยภูเขาจำนวนมากที่ปลูกผักเพื่อการค้าเป็นแปลงใหญ่ในพื้นที่ลาดเทสูง โดยไม่มีมาตรการอนุรักษ์ดิน ทำให้เกิดกษัยการของดินเป็นจำนวนมากในแต่ละปี กษัยการของดินไม่เพียงแต่ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง หากแต่ยังทำให้ เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ เช่น ทำในเหล่งน้ำชุ่นชัน การตกตะกอนตื้นเชินในทางน้ำ ฯลฯ ด้วย เหตุนี้จึง ได้ทำแปลงทดลองและสาธิตวิธีการควบคุมกษัยการของดินแบบง่าย ๆ ชั้น ประกอบด้วย 1). การใช้เศษพืชกองเป็นแถบกว้าง 1 เมตร สูง 30 เซนติเมตร ขวางความลาดเทในพื้นที่ปลูกผักทุกระยะ 10 เมตรตามแนวความลาดเท 2) แล้วปลูกตะไคร้ 4 แถว ในแถบของเศษพืชนี้การทดลอง-สาธิตนี้ เป็นการทดลองเปรียบเทียบระหว่างการปลูกผักโดยมีมาตรการอนุรักษ์ดินดังกล่าวกับการปลูกผักตามแบบที่เกษตรกรชาวไทยภูเขาปฏิบัติทั่วไปทำการทดลอง 4 ซ้ำ ในพื้นที่ของเกษตรกร 4 ราย ซึ่งมีความลาดเท 15 - 50 % และมีความสูง 850 - 1,200 เมตร เหนีอระดับน้ำทะ เล ที่บ้านแม่สาใหม่ ตำบลโป่งแยงอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยนักวิจัยเป็นผู้จัดทำแปลงทดลอง ปลูกตะไคร้ กองเศษพืชและ เกษตรกรเจ้าของแปลง เป็นผู้ปลูก ดูแลรักษาและ เก็บเกี่ยวผลผลิตพืช ที่ด้านล่างของแปลงทดลองทุกแปลงได้ชุดบ่อขนาดใหญ่ไว้เพื่อตักตะกอนตินที่ถูกกษัยการมาจากแปลงนอกจากนี้ยัง ได้ทดลอง - สาธิต เพื่อเปรียบเทียบความสมบูรณ์ระหว่างตะกอนดินที่ถูกกษัยการจากแปลงไปสะสมในบ่อตักตะกอนกับดินที่เหลืออยู่ในแปลง โดยเก็บตัวอย่างดินทั้ง 2 แห่ง ใส่กระถางแล้วปลูกพืช (กะหล่ำปลีและข้าวโพด) ผลการทดลองพบว่า แถบตะไคร้และ เศษพืชสามารถควบคุมกัษัยการของดินได้ดีทำให้การปลูกผักโดยมีแถบตะไคร้และ เศษพืชสูญเสียดินโดยเฉลี่ยเหลือเพียง 1 ใน 3  คือ การสูญเสียดิน ลดลงจาก 21 ตัน/ไร่/ปี ในการปลูกผักแบบไม่มีมาตรการอนุรักษ์ดิน เหลือเพียง 6 ตัน/ไร่/ปี เมื่อใช้แถบตะไคร้และ เศษพืชควบคุมกษัยการของดิน แต่ปริมาณสูญเสียดิน ไม่แตกต่างกันทางสถิติ  สมบัติทางเคมีและกายภาพของดินในแปลงทดลองทั้ง 2 วิธีการ แตกต่างกันเล็กน้อยโดยไม่มีความสำคัญทางสถิติ เนื่องจากเป็นปีที่แรก ของการดำเนินงานและ เช่นเดียวกัน สมบัติทางเคมีและกายภาพซองดินเ ปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย หลังจากใช้พื้นที่ปลูกพืชในการทดลองนี้ คือ ดินมีความหนาแน่นรวมต่ำ ปริมาณอินทรียวัตถุและค่าเพิ่ม PH ชื้น ดินมีปริมาณธาตุอาหารต่อนข้างต่ำ (N,P,K และ M3)  และมีปริมาณลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการดำเนินงาน ยกเว้นแคลเชียม นอกจากนั้น พบว่า ปริมาณอินทรียวัตถุค่า PH ไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในดินตะกอนมีสูงกว่าในแปลงที่เหลือจากการกษัยการ โดยเฉพาะในการปลูกผักแบบ กษตรกร ผลผลิตของพืชในการปลูกผักแบบเกษตรกรสูงกว่าในการปลูกผักแบบอนุรักษ์ดิน เล็กน้อยทั้งในพืชรุ่นที่ 1 และ 2 เนื่องจากในการปลูกผักแบบมีมาตรการอนุรักษ์ดินเสียพื้นที่ไป 10 x ในการทำแถบควบคุมกษัยการของดิน เกษตรกรได้รับรายได้สุทธิ จากการปลูกผักแบบเ กษตรกรสูงกว่าในการปลูกผักแบบมีมาตรการอนุรักษ์ดินเล็กน้อยเช่นเดียวกัน&#xD;
ความสูงของพืช (กะหล่ำปลีและข้าวโพด) ที่ปลูกบนดินตะกอนในระยะแรกของการเจริญเติบโต (60 วันหลังปลูก) สูงกว่าที่ปลูกบนดินที่เหลือจากการกมัยการ แต่ไม่แตกต่างทางสถิติ เนื่องจากดินตะกอนมีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า นอกจากนั้น น้ำหนักแห้งส่วนเหนือดินของข้าวโพตที่ปลูกบนดินตะกอน (81วันหลังปลูก) สูงกว่าที่ปลูกบนตินที่เหลือจากการกษัยการ แต่ไม่แดกต่างกันทางสถิติเช่นเดียวกัน อาจเนื่องจากดินตะกอนมีความอุดมสมบูณ์สูงกว่าดินที่เหลืออยู่ในแปลง ซึ่งจะเห็นได้จากค่า Enrichment ratio  มีค่ามากกว่า 1 โดยเฉพาะไนโตรเจน</description>
      <pubDate>Fri, 01 Jan 1993 00:00:00 GMT</pubDate>
      <guid isPermaLink="false">http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2181</guid>
      <dc:date>1993-01-01T00:00:00Z</dc:date>
    </item>
  </channel>
</rss>

