<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/6">
    <title>DSpace Collection: Business Agriculture / ธุรกิจการเกษตร</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/6</link>
    <description>Business Agriculture / ธุรกิจการเกษตร</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2195" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2190" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2186" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2076" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2025-10-24T20:01:01Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2195">
    <title>กระบวนการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดพัทลุง</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2195</link>
    <description>Title: กระบวนการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดพัทลุง
Authors: จำนันท์ จันรอดภัย, jumnan junrodpai
Abstract: การวิจัยถึงกระบวนการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดพัทลุง ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม 2) กระบวนการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ และ 3) ปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงโคนม ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยคือ เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในจังหวัดพัทลุงจำนวน 104 ราย ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอควนขนุน อำเภอป่าพยอม และอำเภอเขาชัยสน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ผลการวิจัยเกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และลักษณะการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม พบว่าผู้ให้ข้อมูลมีอายุเฉลี่ย 42 ปี ส่วนมากจบการศึกษาระดับประถมศึกษาตอนต้น มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวอยู่ระหว่าง 45 คน  มีแรงงานในครอบครัวที่สามารถช่วยเหลือให้การเลี้ยงโคนมเฉลี่ย 2 คน ผู้ให้ข้อมูลมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 8.315.38 บาท และเลี้ยงโคนมมาแล้วเฉลี่ย 8 ปี มีจำนวนโคที่เลี้ยงเฉลี่ย 10 ตัว ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ช่วง 4-12 ครั้งต่อปี และเข้ารับฝึกอบรม 1-3 ครั้งต่อปี  ผู้ให้ข้อมูลมากกว่าครึ่ง รับฟังข่าวสารจากเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์และเพื่อนบ้าน ทำให้ผู้ให้ข้อมูลตัดสินใจลงมือทำ แหล่งข่าวที่ทำให้ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ตื่นตนคือวิทยุ ส่วนสิ่งพิมพ์เป็นสื่อทำให้ผู้ให้ข้อมูลไตร่ตรองลองทำ และขั้นตัดสินใจยอมรับคือ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ผู้ให้ข้อมูลมีทรรศนะต่อบทบาทด้านต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ระดับปานกลางคือไม่ถึงกับเกิดความไม่พอใจระหว่างกัน และผู้ให้ข้อมูลมีทรรศนะต่อวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ระดับดีมาก แสดงว่าเจ้าหน้าที่เอาใจใส่ในการปฏิบัติงานดีโดยไม่ขาดตกบกพร่อง และมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่อย่างสม่ำเสมอส่วนปัญหาและอุปสรรคในการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรในจังหวัดพัทลุงนั้น  ผู้ให้ข้อมูลมากกว่าครึ่งมีปัญหาด้านสัมพันธภาพกับเจ้าหน้าที่ ผู้ให้ข้อมูลมีปัญหาระดับปานกลาง คือ มีความหนักใจในเรื่อง โคนม อาหารผสมแล้วรวมทั้งวัสดุก่อสร้างมีราคาแพง และไม่สามารถคัดเลือกพ่อพันธุ์ได้เองในด้านความต้องการในการเลี้ยงโคนมของเกษตรกรผู้ให้ข้อมูลนั้นเกษตรกรมีความต้องการหลายประการในระดับมาก เรียงลำดับจากต้องการมากไปหาน้อย 10 ลำดับ ได้แก่ ต้องการโคนมที่แข็งแรงจากเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ โคที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม โคนมที่ราคาเหมาะสม แม่โคพันธุ์ดี ต้องการได้รับความรู้ในการรักษาโรคและปฏิบัติได้ ต้องการโรงเรือนที่สะอาดปลอดภัยต้องการให้สัตวแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ตรวจระบบสืบพันธุ์หลังคลอด 45 วัน แยกโรงเรือนตามขนาดและอายุของโคนม ขายน้ำนมดิบได้ราคาดีขึ้น และให้มีการฉีดวัคซีนตามโปรแกรม</description>
    <dc:date>1999-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2190">
    <title>พฤติกรรมผู้ใช้บริการสถานพยาบาลเสริมความงาม ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2190</link>
    <description>Title: พฤติกรรมผู้ใช้บริการสถานพยาบาลเสริมความงาม ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
Authors: อลิสรา จรัสพันธุ์กุล
Abstract: การศึกษาเรื่อง พฤติกรรมผู้ใช้บริการสถานพยาบาถเสริมความงามในเขตอำเกอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ /) ศึกษาพฤติกรรมของผู้ใช้บริการสถานพยาบาลเสริมความงาม ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 2) ศึกษาความพึงพอใจในการใช้บริการของผู้ใช้บริการสถานพยาบาลเสริมความงาม ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 170 คน ใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูล ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ และคำนวณ โคยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (Staistical Package for the Social Sciences หรือ SPSS/PC) ผลการศึกษาปรากฏดังนี้ การศึกษาถึงลักษณะทั่วไปของผู้ใช้บริการสถานพยาบาลเสริมความงามในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20 - 30 ปี มีสถานภาพโสด มีการศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน มีรายได้ต่อ เดือนระหว่าง 5,000 - 10,000 บาท ส่วนใหญ่มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือน 4 คน และมีเขตที่อยู่อาศัยอยู่ในอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่พฤติกรรมในการใช้บริการ ในสถานพยาบาลเสริมความงามในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มาใช้บริการเพื่อรักษาปัญหาผิวพรรณและบำรุงผิวพรรณ โดยตัดสินใจมาใช้บริการด้วยตัวเอง และส่วนใหญ่ผู้ใช้บริการมาคนเดียว ใช้ เวลาในการใช้บริการ '5: - 1 ชั่วโมง มาใช้บริการ 2 ครั้งต่อเดือน ส่วนใหญ่จะมาใช้บริการวันอาทิตย์ ในช่วงเวลาหลัง 18.00 น. ส่วนใหญ่ใช้งินในการซื้อสินค้าและบริการต่อเดือนต่ำกว่า 1,000 บาท และส่วนใหญ่ใช้บริการบำรุงผิวพรรณหน้า การมาใช้บริการสถานพยาบาลเสริมความงามมีผลต่อเรื่องบุคลิกภาพมากที่สุดความพึงพอใจ ในการใช้บริการ ในสถานพยาบาลเสริมความงามในเขตอำเภอเมืองจังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีความพึงพอใจที่ดีต่อการใช้บริการ ไม่ว่าจะเป็นในค้านผลิตภัณฑ์ ไห้แก่ มีสินค้าและบริการที่มีชื่อเสียงให้บริการ มีสินค้าและบริการที่มีระดับราคาหลากหลายให้บริการ, ค้านราคา ได้แก่ มีการรับชำระสินค้าด้วยบัตรเครดิต ราคาสินค้าและบริการไม่ค่อยเปลี่ยนแปลง, ด้านสถานที่ ได้แก่ สถานที่ให้บริการมีความสะอาดและปลอดภัยมีความสะดวกในการเดินทางมาใช้บริการ, และด้านส่งเสริมการตลาค ได้แก่ สินค้าและบริการมีการให้ส่วนลด มีการแจ้งข่าวสารและแนะนำสินค้าโดยหนักงาน ส่วนความพึงพอใจที่ไม่ดีที่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีต่อการใช้บริการ ได้แก่ ราคาสินค้าและบริการ ไม่สามารถต่อรองได้ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อต่าง ๆ เช่น วิทยุ, โทรทัศน์ มีน้อย</description>
    <dc:date>2004-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2186">
    <title>ความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2186</link>
    <description>Title: ความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Authors: จิตต์อารีย์ กนกนิรันดร, jitaree kanoknirundorn
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ทราบถึงความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ของบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และนักศึกษาที่กำลังศึกษระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย ในกลุ่มสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ และสถาบันราชภัฎเชียงใหม่ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 269 คน จากบุคคลที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจำนวน 96 คน และนักศึกษาที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีสุดท้าย จำนวน 173 คน โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) สุ่มตัวอย่างโดยกำหนดโควต้า (Quota sampling) และสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) โดยใช้แบบสอบถามแบบปลายปิด (close-ended questionnaire ) นำข้อมูลมาวิเคราะห์ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS ) ด้วยวิธีการหาค่าร้อยละ (Percentage) การหาน้ำหนักค่าเฉลี่ย(Weight mean score ) ของระดับความสัมพันธ์ และการทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติ T-TEST กลุ่มตัวอย่าง เป็นเพศชายและเพศหญิงในจำนวนใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่เป็น นักศึกษา สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาส่วนใหญ่ว่างงาน มีอายุระหว่าง 20- 23 ปี เป็นโสด นับถือศาสนาพุทธ มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 5,000.- บาทความต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะวิจิตรศิลป์ หาวิทยาลัยเชียงใหม่พบว่ากลุ่มที่มีความสนใจต้องการศึกษาในโปรแกรมภาคปกติ (เรียนวันจันทร์-วันศุกร์) ในสาขาวิชาศิลปะไทย โดยมีเหตุผลเพื่อต้องการเพิ่มวุฒิการศึกษา และมีความต้องการให้เสนอช้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการศึกษา โดยการติดประกาศตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรม ปัจจัยด้านสังคม และปัจจัยด้านจิตวิทยา มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจในระดับปานกลาง สำหรับปัจจัยด้านบุคคลมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจในระดับมาก</description>
    <dc:date>1998-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2076">
    <title>a comparison of perceived organizational effectiveness between chinese and thai rural enterprises</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2076</link>
    <description>Title: a comparison of perceived organizational effectiveness between chinese and thai rural enterprises
Authors: zhang-man, จาง ม่าน
Abstract: ผลจากการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของผลิตผลจากชนบท และจากการที่เกิดแรงงานส่วนเกินในชนบท ทำให้ครัวเรือนทั้งในระดับหมู่บ้านและระดับเมืองได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าขาย หรือมีอาชีพเฉพาะด้านอย่างใดอย่างหนึ่งเพิ่มขั้นเรื่อยๆ ในกระบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมจากระดับครัวเรือน ไปสู่อุตสาหกรรมขนาคกลางและขนาคใหญ่ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจจากการพึ่งพิงทรัพยากรตามธรรมชาติไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพิงผลิตผลจากชาวชนบท ทำให้กิจการธุรกิจในระดับหมู่บ้านและระดับเมือง มีบทบาทอันสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้นการพัฒนากิจการธุรกิจในชนบทเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่ง ในการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มพูนความมั่งคั่งให้แก่ชาวชนบท เป็นผลพวงโดยตรงจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในชนบทแนวความคิดดังกล่าวนี้ ได้ทรีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ ในบริษัทของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายในฐานะที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ประเทศไทยก็ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาชนบทในศตวรรษใหม่นี้ด้วยเช่นกัน ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาในขณะนี้ก็คือ ประเด็นการปรับตัวของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ซึ่งมีบริษัทที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศจะสามารถพัฒนาองค์กรให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนของสภาพแวดล้อมได้อย่างไร การศึกษานี้จึงมุ่งที่การค้นหาความแตกต่าง ระหว่างธุรกิจชนบทในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน ในแง่ของประสิทธิผลขององค์กรการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปรจักษ์ โดยใช้ตัวแบบที่พัฒนาขึ้นจากทฤษฎีองค์กรต่างๆ เป็นหลักในการประเมินคุณลักษณะหรือข้อพิจารณาที่แตกต่างกันในการจัดการองค์กรธุรกิจชนบทให้เกิดประสิทธิผลระหว่างประเทศทั้งสองการเปรียบเทียบได้จัดทำขึ้นใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานขององค์กรปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินการขององค์กร การวิเคราะห์องค์ประกอบของงานและการวิเคราะห์โครงสร้างองค์กรผลจากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าธุรกิจชนบทในประเทศไทยและจีนมีความแตกต่างกันในด้านรูปแบบการเป็นเจ้าของกิจการ โครงสร้างองค์กร รูปแบบภาวะผู้นำระบบการกระจายสินค้าระบบการจูงใจ และทัตนคติต่อการเปลี่ยนแปลง เป็นต้นผลการศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า กลไกการดำเนินงานและพฤติกรรมในองค์กรที่ดีคือเงื่อนไขสู่ความมีประสิทธิผลในธุรกิจชนบทไทย ในขณะที่ธุรกิจชนบทจีนมีปัญหาในปัจจัยดังกล่าวซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล ผลสรุปที่ได้จากการศึกษานี้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้วางนโยบายในระดับองค์กรและจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้บริหารธุรกิจชนบทในประเทศจีนในการที่จะใช้เป็นแนวทางในการวางนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไปในอนาคต</description>
    <dc:date>1999-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

