<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/546">
    <title>DSpace Collection: วิทยานิพนธ์</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/546</link>
    <description>วิทยานิพนธ์</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1054" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1051" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1044" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1042" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-11T21:16:13Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1054">
    <title>พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการเลือกที่พักประเภทโรงแรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1054</link>
    <description>Title: พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในการเลือกที่พักประเภทโรงแรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
Authors: สิริวิมล ประทุม
Abstract: การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการเลือกที่พักประเภทโรงแรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการในการเลือกที่พักแรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยอื่นในการเลือกที่พักประเภทโรงแรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เข้ามาพักโรงแรมประเภท3 ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง 2 กลุ่ม การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 20-30 ปี ศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี มีอาชีพเป็นพนักงานเอกชน มีสถานภาพโสด และมีรายได้ต่อเดือน 10,000-30,000 บาท ผู้ร่วมเดินทางส่วนใหญ่คือเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน มีค่าใช้จ่ายค่าบริการที่พักโดยเฉลี่ยต่อคืน 500-700 บาท ใช้บริการ 1-5 ครั้งต่อปี ช่องทางที่เลือกจองห้องพักในครั้งนี้คือ เลือกจองด้วยตนเองที่เคาน์เตอร์โรงแรม เว็บไซต์จองที่พักที่เลือกใช้คือ เว็บไซต์ Agoda วัตถุประสงค์ในการเดินทางท่องเที่ยวคือ เพื่อการพักผ่อน ผู้ร่วมตัดสินใจเลือกพักโรงแรมคือ เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน แหล่งรับทราบข้อมูลโรงแรมจาก คำบอกเล่าจากผู้ที่เคยมาพัก ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการในการเลือกใช้ที่พักประเภทโรงแรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ด้านกระบวนการให้บริการมีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.03 รองลงมาคือ ด้านราคามีเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 ด้านบุคคลมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.00 ด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.99 ด้านการสร้างและการนำเสนอลักษณะทางกายภาพมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.93 ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.88 ด้านส่งเสริมทางการตลาดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.58 ตามลำดับ ส่วนปัจจัยด้านจิตวิทยาที่มีอิทธิพลในการเลือกใช้ที่พักประเภทโรงแรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ด้านการรับรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.00 รองลงมาคือ ด้านการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 และด้านความต้องการและแรงจูงใจมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.78 ตามลำดับ ปัจจัยด้านทางสังคมที่มีอิทธิพลในการเลือกใช้ที่พักประเภทโรงแรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าด้านวัฒนธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 3.40 รองลงมาคือด้านครอบครัวมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.39 ด้านกลุ่มอ้างอิงมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.15 ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมุติฐานพบว่าตัวแปร เพศ อาชีพ สถานภาพ และรายได้ต่อเดือน ต่อพฤติกรรมในการเลือกที่พักประเภทโรงแรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนตัวแปรอายุ และระดับการศึกษา ต่อพฤติกรรมในการเลือกที่พักประเภทโรงแรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดบริการต่อพฤติกรรมการเลือกที่พักประเภทโรงแรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่โดยรวมพบว่ามีความสัมพันธ์กันในระดับต่ำ ส่วนปัจจัยด้านจิตวิทยา และ ปัจจัยทางสังคม ต่อพฤติกรรมในการเลือกที่พักประเภทโรงแรมในเขตอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่โดยรวมพบว่ามีความสัมพันธ์กันเชิงลบอยู่ในระดับต่ำ</description>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1051">
    <title>การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินของโรงสีข้าวพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการแปรรูปข้าวเปลือกของกลุ่มเกษตรกรตำบลขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1051</link>
    <description>Title: การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินของโรงสีข้าวพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับการแปรรูปข้าวเปลือกของกลุ่มเกษตรกรตำบลขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
Authors: นงเยาว์ เต๋จ๊ะใหม่
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการวิเคราะห์การใช้พลังงานและความคุ้มค่าทางการเงินการแปรรูปข้าวของระบบสีข้าวพลังงานแสงอาทิตย์ชุมชน ในเขตพื้นที่ ตำบลขุนคง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้พลงงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลักร่วมกับพลังงานไฟฟ้าแของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคขนาด 11 kW มีส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ เครื่องอบข้าว เครื่องสีข้าว และเครื่องบรรจุข้าว การทดสอบการแปรรูปข้าวเปลือกของเกษตรกรได้ดำเนินการ 2 เงื่อนไข คือ การแปรรูปข้าวเปลือกในช่วงฤดูปลูกข้าวนาปรัง และการแปรรูปข้าวเปลือกในช่วงฤดูปลูกข้าวนาปี การวัดค่าการใช้พลังงานเริ่มตั้งแต่การวัดความข้มแสงอาทิตย์ ปริมาณไฟฟ้าที่ได้ การใช้พลังงานไฟฟ้าของเครื่องอบข้าว เครื่องสีข้าว และเครื่องบรรจุข้าวผลจากการวิเคราะห์พลังงานที่นำไปสู่การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินได้แก่ ค่าความเข้มรังสีอาทิตย์ช่วงฤดูปลูกข้าวนาปรังจะมีค่าความเข้มรังสีอาทิตย์เฉลี่ย 624.98 วัตต์ต่อตารางเมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 72.87 หน่วย ในขณะที่ช่วงฤดูปลูกข้าวนาปีจะมีค่าความเข้มรังสีเฉลี่ยเพียง 576.20 วัตต์ต่อตารางเมตร สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 70.31 หน่วย เมื่อวิเคราะห์การใช้งานโรงสีข้าวแบบครบวงจรในช่วงฤดูปลูกข้าวนาปรังที่ระยะเวลาการผลิตได้ 62 วัน เครื่องอบข้าว เครื่องสีข้าว และเครื่องบรรจุข้าวมีกำลังการผลิตตลอดฤดูกาล คือ 121,520 122,512 และ 42,160 กิโลกรัม ตามลำดับ มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าของเครื่องอบข้าว เครื่องสีข้าว และเครื่องบรรจุข้าว คือ 1,386 3,700 และ 447 หน่วย ตามลำดับ ในขณะที่ช่วงฤดูปลูกข้าวนาปีมีระยะเวลาในการผลิต 96 วัน เครื่องอบข้าว เครื่องสีข้าว และเครื่องบรรจุข้าวมีกำลังการผลิต คือ 188,160 189,696 และ 65,280 กิโลกรัม ตามลำดับ มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าของเครื่องอบข้าว เครื่องสีข้าว และเครื่องบรรจุข้าว คือ 2,145 5,729 และ 691หน่วย ตามลำดับ การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางด้านการเงินของการแปรรูปข้าวเปลือกตลอดทั้งปีมีรายได้สุทธิของเกษตรกร 1,251,860 บาทต่อปี ให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิเท่ากับ 3,908,969 บาท อัตราผลตอบแทนภายในเท่ากับร้อยละ 21 และระยะเวลาคืนทุน 3.41 ซึ่งการใช้งานโรงสีข้าวพลังงานอาทิตย์แบบครบวงจรสำหรับการแปรรูปข้าวเปลือกมีความคุ้มค่าแก่การลงทุน</description>
    <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1044">
    <title>กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของสหกรณ์ร้านค้าสันป่าตอง ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1044</link>
    <description>Title: กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของสหกรณ์ร้านค้าสันป่าตอง ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
Authors: เนตรนภา สมปินตา
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีต่อการให้บริการของสหกรณ์ร้านค้า ของผู้บริโภคทั้งที่เป็นสมาชิกและไม่ใช่สมาชิก และเพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการสหกรณ์ร้านค้าสันป่าตอง โดยได้ทำการศึกษาประชากร 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มผู้ประกอบการที่มีอำนาจของสหกรณ์ร้านค้า จำนวน 5 ราย โดยใช้เครื่องมือเชิงคุณภาพ (แบบสัมภาษณ์) 2) ผู้บริโภคที่มาซื้อสินค้ากับทางสหกรณ์ร้านค้า จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 ราย โดยใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ (แบบสอบถาม) ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก โดยนำข้อมูลที่ได้มาประมวลผลด้วยโปรแกรม SPSS ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้ค่า T-test และ ค่า One-way ANOVA ผลการศึกษาจากกลุ่มผู้ประกอบการที่มีอำนาจของสหกรณ์ร้านค้า พบว่า ส่วนใหญ่มีที่อยู่ อยู่ในเขตอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุมากกว่า 40 ปี มีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี กลุ่มเป้าหมายหลักส่วนใหญ่คือ สมาชิก ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายคือ หน้าร้าน ด้านสินค้าที่มียอดจัดจำหน่ายมากที่สุด คือผลิตภัณฑ์ นม UHT ผลิตภัณฑ์เด็กอ่อน ข้าวสาร น้ำมันพืช ผงซักฟอก เครื่องปรุงรส เป็นต้น สำหรับกลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดในส่วนผู้ประกอบการคือ กลยุทธ์การมุ่งเน้นตลาดเฉพาะส่วน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ให้ความสำคัญกับระบบสมาชิกกลุ่ม มีระดับมากที่สุด คือร้านค้าสันป่าตองมองว่า สมาชิกเป็นหัวใจสำคัญสำหรับสหกรณ์ร้านค้า สมาชิกเป็นเจ้าของ เป็นผู้ใช้บริการและเป็นผู้พัฒนา สหกรณ์ร้านค้าจะอยู่ไม่ได้ถ้าขาดสมาชิก ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับสมาชิก ไม่ว่าจะเป็นการบริการหรือผลตอบแทนต่างๆ เป็นต้น ส่วนในด้านปัจจัยทางการตลาด 7 P’s ที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในส่วนของกลุ่มผู้ประกอบการที่มีอำนาจของสหกรณ์ร้านค้า คือ ปัจจัยทางด้านกระบวนการ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การบริการตามลำดับก่อน หลัง มีระดับมากที่สุด รองลงมาเมื่อสินค้ามีปัญหาในกรณีที่มีความผิดพลาดที่เกิดจากทางร้านค้าสหกรณ์ ยินดีเปลี่ยนสินค้าหรือคืนเงินให้แก่ลูกค้า ผลการศึกษาจากกลุ่มผู้บริโภคที่มาซื้อสินค้ากับทางสหกรณ์ร้านค้า พบว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง อายุอยู่ระหว่าง 41-50 ปี สถานภาพสมรส อาชีพรับจ้างทั่วไป รายได้ 5,000-10,000 บาท ระดับการศึกษาประถมศึกษา สมาชิกในครอบครัว 3-4 คน ส่วนใหญ่ตัวผู้บริโภคเองมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้บริการสหกรณ์ร้านค้า ช่วงเวลาที่ซื้อสินค้าระหว่าง 17.01-20.00 น. ค่าใช้จ่ายระหว่าง 301-500 บาท ความถี่ในการซื้อสินค้าระหว่าง 1-2 ครั้งต่อเดือน สินค้าที่ซื้อส่วนใหญ่ เป็นสินค้าประเภท อุปกรณ์ซักรีด และดูแลบ้าน (น้ำยาซักผ้า,รีดผ้า,ล้างจาน,ผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง) เหตุผลที่ผู้บริโภคเลือกใช้บริการสหกรณ์ร้านค้าสันป่าตองส่วนใหญ่ พบว่าสะดวกใช้บริการ (ที่จอดรถ, การเข้าถึงง่าย) ข้อมูลข่าวสารที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อส่วนใหญ่เป็นการพูดปากต่อปาก สัดส่วนที่ซื้อสินค้าส่วนใหญ่ 50% ขึ้นไป และผู้บริโภคส่วนใหญ่เป็นสมาชิก กลยุทธ์ที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันสูงสุดในส่วนผู้บริโภคคือ กลยุทธ์การมุ่งเน้นตลาดเฉพาะส่วน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ให้ความสำคัญกับระบบสมาชิกกลุ่ม มีระดับมากที่สุด คือร้านค้าสันป่าตองให้ความสำคัญกับสมาชิก คือให้เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน ให้กับสมาชิกทุกสิ้นปี รวมถึงดูแลระบบสมาชิกตั้งแต่คลอดบุตร จนกระทั่งเสียชีวิต ส่วนในด้านปัจจัยทางการตลาด 7 P’s ที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุดในส่วนของกลุ่มผู้บริโภคที่มาซื้อสินค้ากับทางสหกรณ์ร้านค้า คือ ปัจจัยทางด้านกระบวนการ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีวันเวลา เปิด-ปิดที่แน่นอน มีระดับมากที่สุด รองลงมาการคำนวณราคาสินค้าถูกต้องและรวดเร็ว ในการทดสอบสมมติฐานจะเห็นได้ว่า เพศ อายุ อาชีพ รายได้ มีผลต่อปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดทั้ง 7 ด้าน ในการตัดสินใจใช้บริการสหกรณ์ร้านค้าของผู้บริโภค</description>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1042">
    <title>การสร้างต้นแบบการกำหนดราคาการให้บริหารของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยใช้วิธีต้นทุนฐานกิจกรรม</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1042</link>
    <description>Title: การสร้างต้นแบบการกำหนดราคาการให้บริหารของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยใช้วิธีต้นทุนฐานกิจกรรม
Authors: จันทร์กระจ่าง ปินตาเชื้อ
Abstract: การสร้างต้นแบบการกำหนดราคาการให้บริการของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยใช้วิธีต้นทุนฐานกิจกรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาต้นทุนของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ โดยใช้วิธีต้นทุนฐานกิจกรรม เพื่อสร้างต้นแบบการกำหนดราคาการให้บริการของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ โดยเก็บรวบรวมข้อมูล ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 - 2561 จากเอกสารทางการเงิน การสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้บริหาร การวิเคราะห์โครงสร้างองค์กร ใช้ทฤษฎีระบบต้นทุนฐานกิจกรรม เป็นเครื่องมือในการดำเนินการศึกษา ภายหลังจากการรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาดำเนินการคำนวณต้นทุนกิจกรรมโดย มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) แบ่งกลุ่มกิจกรรมและจำแนกต้นทุนแต่ละกิจกรรม 2) กำหนดตัวผลักดันต้นทุนของแต่ละกิจกรรม 3) รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรที่ใช้ในการทำกิจกรรมเพื่อกำหนดระดับเวลาทำงานที่ปฏิบัติ และ 4) คำนวณต้นทุนกิจกรรมตามระยะเวลาที่ทำงาน แล้วจึงนำมาสร้างต้นแบบการกำหนดราคาการให้บริการของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการคำนวณต้นทุนฐานกิจกรรม ผลการวิจัย พบว่า แต่ละกิจกรรมมีต้นทุนดังนี้ 1) การประชาสัมพันธ์โครงการ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 517.44 บาท 2) การรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 973.72 บาท 3) การคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 1,495.91 บาท 4) การวางแผนและจัดทำแผนการบ่มเพาะธุรกิจ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 896.79 บาท 5) การบ่มเพาะตามแผนบ่มเพาะธุรกิจ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 19,125.09 บาท 6) การจัดอบรม ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 6,567.79 บาท 7) การให้ความรู้ก่อนการแข่งขัน ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 856.03 บาท 8) การเดินทางไปประชุม/สัมมนา/แข่งขัน ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 3,621.66 บาท 9) การติดต่อประสานงาน ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 2,157.88 บาท 10) การให้บริการการออกแบบ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 1,023.51 บาท 11) การให้บริการและดำเนินการให้คำปรึกษา ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 544.63 บาท 12) การเยี่ยมชม ดูงาน ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 4,094.06 บาท 13) การทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 125.10 บาท 14) การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 5,812.44 บาท 15) การจัดทำข้อเสนอโครงการ ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 3,346.45 บาท 16) การนำเข้า/ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลนักวิจัย ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 12.60 บาท และ 17) การรายงานผลการดำเนินงาน ต้นทุนต่อหน่วย เท่ากับ 343.94 บาท เมื่อได้ต้นทุนแต่ละกิจกรรมแล้ว จากนั้นสร้างสูตร จากต้นทุนทางตรง โดยอ้างอิงตามระเบียบของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ และสร้างสูตรจากต้นทุนทางอ้อม โดยนำตัวเลขจากต้นทุนแต่ละกิจกรรม มาคูณด้วย ตัวผลักดัน เมื่อได้สูตรการคำนวณต้นทุนกิจกรรม เพื่อกำหนดราคาการให้บริการ ทั้งทางตรงและทางอ้อมแล้ว จึงนำมาสร้างต้นแบบการกำหนดราคาการให้บริการของสถาบันบ่มเพาะวิสาหกิจ โดยดูว่าโครงการแต่ละโครงการ มีค่าใช้จ่ายทางตรงและทางอ้อมอะไรบ้าง แล้วนำมาแทนค่าในสูตร โดยสามารถใส่จำนวนคนเข้าร่วม และกำไรที่ต้องการได้</description>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

