<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/527">
    <title>DSpace Collection: วิทยานิพนธ์</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/527</link>
    <description>วิทยานิพนธ์</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2138" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2135" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2071" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2023" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2026-04-11T22:43:26Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2138">
    <title>การใช้กลยุทธ์การตลาดของผู้ประกอบการลำไยอบแห้ง</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2138</link>
    <description>Title: การใช้กลยุทธ์การตลาดของผู้ประกอบการลำไยอบแห้ง
Authors: พีรพงษ์ นันต๊ะพงษ์, Pheerapong Nuntawong
Abstract: การศึกษา เรื่อง การใช้กลยุทธ์การตลาดของผู้ประกอบการลำไยอบแห้งมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดและปัญหาการใช้กลยุทธ์การตลาดของผู้ประกอบการลําไยอบแห้ง ในเขตอําเกอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 27 ราย ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีการจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจํากัด โดยใช้ทุนจดทะเบียนระหว่าง 1,000,001 - 3,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอบลําไยต่อ ปีระหว่าง 500,001 - 1,000,000 บาท ส่วนใหญ่มาจากต้นทุนการซื้อลําไยสดมาอบแห้งมากกว่า&#xD;
4,000 กิโลกรัมขึ้น ไปโดยการศึกษาการใช้กลยุทธ์ด้านการตลาด พบว่าผู้ประกอบการให้ความสําคัญในการใช้กลยุทธ์ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา ด้านช่องทางการจำหน่าย อยู่ในระดับมาก และให้ความสําคัญกับการใช้กลยุทธ์ด้านการส่งเสริมการตลาดในระดับปานกลางส่วนปัญหาในการใช้กลยุทธ์ด้านการตลาดพบว่าอยู่ในระดับปานกลางทุกด้านโดยปัจจัยย่อยที่พบว่ามีปัญหาในระดับมาก คือ ต้นทุนสูงตามปัจจัยการผลิต ราคามีความไม่แน่นอน และไม่มีส่วนลดทางการค้า หรือส่วนลดที่ให้ลูกค้าไม่กระตุ้นให้เกิดการซื้อ สําหรับข้อเสนอแนะในการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดที่ผู้ประกอบการควรดำเนินการคือ การรวมกลุ่มเพื่อใช้อำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลางและการขยายตลาดใหม่ไปยังประเทศอื่น เช่น ไต้หวัน ฮ่องกงอินเดียและอินโดนีเซีย รวมทั้งการรักษาคุณภาพสินค้าให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด</description>
    <dc:date>2011-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2135">
    <title>ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานส่วนท้องถิ่นอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2135</link>
    <description>Title: ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานส่วนท้องถิ่นอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
Authors: ทิพาพรรณ วงศ์แสนใหม่, Thiphaphan Wongsaenmai
Abstract: การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ มุ่งศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อระดับความพึงพอใจและปัญหา พร้อมข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของพนักงานส่วนท้องถิ่น อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อทราบถึงปัญหาและอุปสรรคที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของพนักงานส่วนท้องถิ่น สามารถเพิ่มประสิทธิผลในการทำงานได้มากขึ้น&#xD;
วิธีการศึกษา โดยศึกษาจาก พนักงานส่วนท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอแม่สะเรียง จำนวน 8แห่ง ประกอบด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนจำนวน 188 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) มี 5 ระดับ จำนวน 44 ข้อ และแบบคำถามปลายเปิด พร้อมทั้งหาความสัมพันธ์กับได้แก่เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ตำแหน่งในการปฏิบัติงาน ระยะเวลาที่เข้ามาทำงานในองค์กร รายได้ เพื่อทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพนักงานส่วนท้องถิ่น อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ปัญหาในการปฏิบัติงานของพนักงานส่วนท้องถิ่น อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยรวมพบปัญหาในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนข้อเสนอแนะ คือ ควรมีการเพิ่มรายได้และสวัสดิการของพนักงานเพิ่มขึ้น และให้รางวัลสำหรับพนักงานดีเด่น เพื่อให้พนักงาน ส่วนท้องถิ่นในอำเภอแม่สะรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีความพึงพอใจในการปฏิบัติงานมากขึ้นและพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลซึ่ง ได้แก่ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา ตำแหน่งในการปฏิบัติงาน ระยะเวลาที่เข้ามาทำงานในองค์กร รายได้ มีความสัมพันธ์ต่อความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน ส่วน เพศ ไม่มีความสัมพันธ์ต่อความพึ่งพอใจในการปฏิบัติงาน</description>
    <dc:date>2011-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2071">
    <title>ความพึงพอใจในงานที่ต้องปฏิบัติของพนักงานพิทักษ์ป่า ประจำอุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2071</link>
    <description>Title: ความพึงพอใจในงานที่ต้องปฏิบัติของพนักงานพิทักษ์ป่า ประจำอุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดเชียงใหม่
Authors: สวัสดิ์ ทวีรัตน์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1 ลักษณะพื้นฐานทั่วไปส่วนบุคคลเศรษฐกิจและสังคม ของหนักงานพิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดเชียงใหม่2.) ความพึงพอใจในงานที่จะต้องปฏิบัติของหนักงานพิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดชียงใหม่ และ 3.) ปัญหาและอุปสรรคในงานที่จะต้องปฏิบัติของพนักงานพิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดเชียงใหม่ รวมทั้งข้อเลนอแนะ แนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ พนักงานพิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน101 คน การรวบรวมข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงเดือนกรกฎาคม-พฤศจิกายน 254 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ( SPSS / PC*ผลการวิจัยสรุปดังนี้ ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ย 40 ปี และเป็นผู้สมรสแล้วผู้ให้ข้อมูลเกือบครึ่งหนึ่งมีวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและต่ำกว่า และอายุปฏิบัติงานในตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า โดยเฉลี่ยประมาณ 11 ปี รวมทั้งผลการวิจัยยังพบว่าผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่ยังไม่เคยได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นคำจ้างประจำปีเป็นกรณีพิเศษเลยเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ของกรมบำาไม้และได้ ในประเด็นของความพึงพอใจในงานที่ต้องปฏิบัติของพนักงานพิทักษ์ป่าประจำอุทยานแห่งชาติในจังหวัดเชียงใหม่ บว่าหนักงานพิทักษ์ป่ามีความหึงพอใจในระดับมากจำนวน 3 ด้าน คือ นโยบายของกรมบำไม้ด้านการจัดการอุทยานแห่งชาติ การบริหารและจัดการของผู้บังคับบัญชาและการปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา และความพึงพอใจในระดับปานกลาง จำนวน 4 ด้าน คือ ความรับผิดชอบและความร่วมมือในการปฏิบัติงานของผู้ร่วมงาน ราษฎรในพื้นที่ใกลัเคียงและในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ครุภัณฑ์สิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการปฏิบัติงาน และผลประโยชน์ ค่าตอบแทน จากการปฏิบัติงานในพื้นที่อุทยานแห่งชาติสำหรับปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของหนักงานพิทักษ์บำประจำอุทยานแห่งชาติ ในจังหวัดเขียงใหม่ มีดังนี้ 1.) บัญหาเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ 2.) ปัญหาบุคลากรและประชาชนในพื้นที่ 3.) ปัญหาเกี่ยวกับเครื่องมือเครื่องใช้และอุปกรณ์อื่น ๆ 4) ปัญหาเกี่ยวกับเงินงบประมาณและการเก็บค่าธรรมเนียม และ 5. ปัญหาการบริหารและจัดการภายในหน่วยงาน""</description>
    <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2023">
    <title>ความพึงพอใจและความคาดหวังของข้าราชครูที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหาร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในเขตภาคกลาง</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2023</link>
    <description>Title: ความพึงพอใจและความคาดหวังของข้าราชครูที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหาร วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในเขตภาคกลาง
Authors: วิรัตน์ ปุ่นอุดม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พรรณาถึงลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจสังคมของข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในเขตภาคกลาง (2) ระบุความพึงพอใจและความคาดหวังของข้าราชการครู ที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เขตภาคกลาง (3) วิเคราะห์ความสอดคล้อง ระหว่างความพึงพอใจ และความคาดหวังของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารงาน ของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในเขตภาคกลาง (4) ทราบถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการบริหารงานของผู้บริหาร ตามทรรศนะของข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี เขตภาคกลาง ผู้ให้ข้อมูลการวิจัยในครั้งนี้คือ ข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในเขตภาคกลาง จำนวน 168 คนซึ่งได้จากสุ่มตัวอย่างแบบคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ เครื่องมือที่ ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้ไปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ผถการวิจัยพบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีอายุเฉลี่ย 38 ปี ส่วนมากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี และสมรสแล้ว มีรายได้เฉลี่ย 12,339 บาท ต่อเดือน มีอายุราชการเฉลี่ย 14 ปี และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตภาคกลาง ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับ 6 เคยมีประสบการณ์การฝึกอบรม โดยมีจำนวนครั้งที่ฝึกอบรมเฉลี่ย 1 ครั้ง ต่อปี และมีการติดต่อกับผู้บริหาร โดยมีการติดต่อในรอบ 6 เดือน เฉลี่ย 4 ครั้งความพึงพอใจของผู้ให้ข้อมูลที่มีต่อการบริหารงาน ของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโน โลยีในเขตภาคกลาง ผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลไม่มีความพึงพอใจในการบริหารงาน ของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโถยี แต่ไม่มีความพึงพอใจในระดับน้อยเท่านั้นจำนวน 6 ด้าน ซึ่งได้แก่ การการวางแผน การจัดคนเข้าทำงาน การควบคุมงาน การมอบหมายงาน การนิเทศงาน และการประเมินผล ส่วนการบริหารงานค้านการประสานงาน การจัดงบประมาณนั้น ผู้ให้ข้อมูลมีความพึงพอใจ แต่พบว่าเป็นความพึงพอใจในระดับน้อยเท่านั้นความคาดหวังของผู้ให้ข้อมูล ที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีในเขตภาดกลาง ผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลมีความคาดหวังในการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทกโนโลยี ในระดับน้อย ทั้ง 8 ด้าน ของการบริหารงานการวิเคราะห์ความสอดคล้องระหว่างความพึงพอใจ และความคาดหวังของผู้ให้ข้อมูลที่มีต่อการบริหารงาน ของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทดโนโลยี ในเขตภาคกลางผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลมีความพึงพอใจ ที่แตกต่างไปจากความคาดหวัง ทั้ง 8 ด้าน ของการบริหารงานอย่างมีนัยสำคัญสำหรับข้อเสนอแนะในการปรับปรุง การบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ในเขตภาคกลาง ผลการวิจัยพบว่าผู้ให้ข้อมูลได้ระบุข้อเสนอแนะในการบริหารงานทั้ง 8 ด้าน ดังนี้ (1) ด้านการวางแผน ผู้บริหารควรเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ในการวางแผนมีการปรับแผนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน (2) ด้านการจัดคนเข้าทำงาน ผู้บริหารควรจัดคน ให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ พร้อมที่จะปฏิบัติงานในตำแหน่งนั้น ๆ (3) ด้านการควบคุมงาน ผู้บริหารควรมีการควบคุมงานอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง (4) ด้านการมอบหมายงาน ผู้บริหารควรมอบหมายงานให้เหมาะสมกับความรู้ความสามารถ และประสบการณ์(5) ด้านการประสานงาน ผู้บริหารควรเป็นตัวเชื่อมที่ดีในการทำงาน (6) ด้านการนิเทศงานผู้บริหารควรมีการนิเทศงานมากกว่านี้ (1) ด้านการจัดงบประมาณผู้บริหารควรจัดงบประมาณให้เพียงพอและเหมาะสมกับภาระงาน (8) ด้านการประเมินผล ผู้บริหารควรมีเกณฑ์ในการประเมินผลเป็นที่น่าเชื่อถือ และเป็นที่ยอมรับ</description>
    <dc:date>1997-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

