<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/505">
    <title>DSpace Collection: ปัญหาพิเศษ/โครงงาน</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/505</link>
    <description>ปัญหาพิเศษ/โครงงาน</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/888" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/866" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/863" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/859" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2025-11-13T02:43:40Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/888">
    <title>อิทธิพลของการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปริมาณผลผลิตและสารต้านอนุมูลอิสระของสตรอว์เบอร์รี่ในระบบปลูกเกษตรอินทรีย์</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/888</link>
    <description>Title: อิทธิพลของการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปริมาณผลผลิตและสารต้านอนุมูลอิสระของสตรอว์เบอร์รี่ในระบบปลูกเกษตรอินทรีย์
Authors: ปรีดา นาเทเวศน์, preeda_nathewet; สิริวัฒน์ สาครวาสี
Abstract: การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาอิทธิพลของการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการ เจริญเติบโต ผลผลิตและสารต้านอนุมูลอิสระในสตรอว์เบอร์รีในระบบปลูกอินทรีย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 การทดลองคือ การทดลองที่ 1 การสร้างแบบจําลองการผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อหาอัตราส่วนของ วัตถุดิบที่ใช้เป็นสารตั้งต้นประกอบไปด้วยน้ําตาลทรายและกากน้ําตาล ร่วมกับน้ําในอัตราส่วนที่ แตกต่างกันในสองสภาวะ คือ ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิบรรยากาศธรรมชาติ พบว่าที่ อุณหภูมิบรรยากาศธรรมชาติ สิ่งทดลองน้ําตาลทรายแดงต่อน้ําในอัตรา 200 กรัม:1000 มิลลิลิตร คาร์บอนไดออกไซด์สูงที่สุดเฉลี่ย 640.00 พีพีเอ็ม และในอุณหภูมิควบคุม 25 องศาเซลเซียส สิ่งทดลอง กากน้ําตาล 200 กรัมต่อน้ํา 500 มิลลิลิตร สามารถผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยสูงที่สุด คือ 701.75 พีพี เอ็ม และสิ่งทดลองน้ําตาลทรายแดงต่อน้ําในอัตรา 200 กรัม1000 มิลลิลิตร ถูกนําไปใช้จริงในสภาพ แปลงเปิดเพื่อศึกษาอิทธิพลของการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ต่อการเจริญเติบโต ผลผลิตและสาร ต้านอนุมูลอิสระในสตรอว์เบอร์รีระบบปลูกอินทรีย์ โดยมีการจัดสิ่งทดลองแบบ Randomize Complete Block Design (RCBD) ประกอบด้วย 6 สิ่งทดลองคือ 1) สิ่งทดลองควบคุมในระบบเคมีแบบไม่มีการ เพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ (Chem) 2.การปลูกระบบเคมีร่วมกับการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (Chem-C02) 3.สิ่งทดลองควบคุมในระบบอินทรีย์ (Org) 4.การปลูกระบบอินทรีย์ร่วมกับการเพิ่ม ปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ (Org+CO2) 5.การปลูกระบบอินทรีย์ร่วมกับการเพิ่มปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์โดยมีการคลุมเหนือแปลงด้วยพลาสติก (Org/Pr+CO2) 6.การปลูกระบบอินทรีย์ ร่วมกับการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์โดยมีการคลุมเหนือแปลงด้วยผ้าสปันบอนด์ (Org+Sp+CO2) ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศให้กับสตรอบเบอรีที่ ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ใสภาพแปลงเปิดไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางด้านลําต้นของสตรอเบอร์รี่ พันธุ์พระราชทาน ๘๐ ทั้งที่มีการคลุมและไม่คลุมเหนือแปลงปลูก และเมื่อเทียบกับการไม่เพิ่ม คาร์บอนไดออกไซด์ทําให้น้ําหนักแห้งชีวมวลของสตรอว์เบอร์รี่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ การเพิ่ม ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับสตรอว์เบอร์รีร่วมกับการคลุมเหนือแปลงทําให้ดัชนีทางสรีรวิทยา ของทั้งปฏิกิริยาแสงและปฏิกิริยาคาร์บอนลดต่ําลงหลายค่า เช่น อัตราการนําไหลของปากใบ ประสิทธิภาพการทํางานสูงสุดของระบบแสงที่ 2 (Fv/Fm) อัตราการสังเคราะห์แสง อัตราการคายระเหย ของน้ํา โดยเฉพาะต้นสตรอว์เบอร์รีที่มีการคลุมเหนือแปลงด้วยผ้าใยสังเคราะห์สในด์บอนด์ แต่อย่างไร ก็ตามเมื่อปลูกในระบบอินทรีย์ร่วมการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์โดยมีการคลุมเหนือแปลงด้วย พลาสติกทําให้มีปริมาณผลผลิตที่เป็นความต้องการของตลาด ผลผลิตรวมและน้ําหนักผลผลิตรวมต่อต้น สูงที่สุด ผลการวิเคราะห์สารต้านอนุมูลอิสระพบว่าปริมาณวิตามินซีและปริมาณ Flavonoids มีความ แตกต่างกันทางสถิติ โดยพบสูงสุดในการปลูกระบบเคมีร่วมกับการเพิ่มปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ใน ขณะที่ Total Phenolic compound ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ</description>
    <dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/866">
    <title>การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานนอกระบบภาคการเกษตร เทศบาลตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/866</link>
    <description>Title: การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานนอกระบบภาคการเกษตร เทศบาลตำบลต้นธง อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
Authors: สายสกุล ฟองมูล, saisakul fongmul
Abstract: การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานนอก ระบบภาคการเกษตร เทศบาลตําบลต้นธง อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ประกอบด้วย การทบทวน ติดตามสถานการณ์ และรวบรวมบริบทของกลุ่มแรงงานนอกระบบภาค การเกษตรของเทศบาลตําบลต้นธง การศึกษากระบวนการและการจัดการความรู้ในการพัฒนา คุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานนอกระบบภาคการเกษตร เทศบาลตําบลต้นธง และ พัฒนารูปแบบการ จัดการความรู้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มแรงงานนอกระบบภาคการเกษตร เทศบาลตําบลต้น ธง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นกระบวนการ PARในการดําเนินการวิจัย พบว่า สถานการณ์แรงงานนอกระบบภาคการเกษตรในตําบล ต้นธง ได้นําไปสู่การนิยามให้ความหมายของคําว่าแรงงานนอกระบบภาคการเกษตร และนําไปสู่การ ได้มาในหลักการจัดการความรู้ ทั้งบทเรียน องค์ความรู้ และการพัฒนากลไกไปสู่การเป็นชุมชน จัดการตนเอง การพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้พบว่า ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบภาค การเกษตรตําบลต้นธงเป็นกลไกสําคัญ ในการทําหน้าเป็นกลไกที่นําไปสู่เป้าหมายการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตแรงงานนอกระบบภาคการเกษตร ทั้งการจัดการความรู้ในตัวคน คือผู้นําแรงงาน ผู้รู้หรือคลัง สมองชุมชน การจัดการระบบสวัสดิการ รวมไปถึงการพัฒนา อาสามาสมัครอาชีวอนามัย เพื่อเป็นนักปฏิบัติ ขณะเดียวกันผลลัพธ์สําคัญของการพัฒนารูปแบบในส่วนของความเป็นกลุ่มองค์กร คือการ เสริมศักยภาพของผู้นําแรงงาน ศักยภาพคลังสมองท้องถิ่น ศักยภาพของกลุ่มหรือเครือข่าย ให้ สามารถร่วมกันเป็นกลุ่มหรือสถานประกอบการต้นแบบ โดยมีองค์กรการเงินท้องถิ่นเพื่อการจัดการ อาชีพและสวัสดิการ สวัสดิการชุมชนสําหรับแรงงานนอกระบบ และ ศูนย์การเรียนรู้การพัฒนา คุณภาพชีวิตโดยฐานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเชื่อมโยงและผลักดันด้านนโยบาย</description>
    <dc:date>2015-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/863">
    <title>การพัฒนากลุ่มเกษตรกรเพื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมปลูกพืชผักและไม้ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดีในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/863</link>
    <description>Title: การพัฒนากลุ่มเกษตรกรเพื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมปลูกพืชผักและไม้ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดีในศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จังหวัดลำพูน
Authors: พุฒิสรรค์ เครือคำ, phutthisun kruekum
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะพื้นฐานส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม ของเกษตรกร 2) การมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการส่งเสริมปลูกพืชผักและไม้ผลภายใต้ระบบการ เพาะปลูกที่ดี 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการส่งเสริมปลูกพืชผัก และไม้ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดี 4) ปัญหาและข้อเสนอแนะของเกษตรกรเกี่ยวกับการมี ส่วนร่วมในการส่งเสริมปลูกพืชผักและไม้ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดี และ5) ศึกษา กระบวนการพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรเพื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมในการส่งเสริมปลูกพืชผัก และไม้ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดีในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาทห้วยต้ม จังหวัด ลําพูน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณ คือเกษตรกรในพื้นที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงพระบาท ห้วยต้ม 100 คน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 20 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม การประชุม การสนทนากลุ่ม จัดเวทีชาวบ้าน และการสร้างความสัมพันธ์แบบหุ้นส่วน สถิติที่ใช้ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ การวิจัยเชิงคุณภาพข้อมูลที่รวบรวมได้นํามาแยกแยะ จัดหมวดหมู่และนําเสนอโดยการบรรยายผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 45 ปี จบระดับประถมศึกษา มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 5 คน มีรายได้ในครัวเรือน 5,001-10,000 บาทต่อเดือน มีพื้นที่ถือครอง เฉลี่ย 17.31 ไร่ ได้รับข่าวสารจากสื่อต่างๆ เฉลี่ย 14 ครั้งต่อเดือน ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเฉลี่ย 2.63 ครั้งต่อเดือน เข้าร่วมประเพณีของหมู่บ้านเฉลี่ย 2.48 ครั้งต่อปี เข้าร่วมกิจกรรมการเกษตรเฉลี่ย 1.3 ครั้งต่อเดือน เข้าร่วมฝึกอบรมและดูงาน 1-2 ครั้งต่อปี การตั้งถิ่นฐานในพื้นที่เฉลี่ย 41.79 ปี ส่วน ใหญ่ได้รับประโยชน์จากการปลูกพืชผักและไม้ผลในระดับมาก มีความรู้ความเข้าใจในการปลูกพืช ภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดี และโดยรวมเกษตรกรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมปลูกพืชผักและไม้ ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดีในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่าตัวแปร อิสระ คือ จํานวนสมาชิกในครัวเรือน พื้นที่ถือครอง การเข้าร่วมกิจกรรมการเกษตร การตั้งถิ่น ฐานในพื้นที่และการได้รับประโยชน์ มีความสัมพันธ์กับตัวแปรตามคือ การมีส่วนร่วมของ เกษตรกรในการส่งเสริมปลูกพืชผักและไม้ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดีอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05ผลการศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะของเกษตรกรเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม พบว่า เกษตรกร ไม่ให้ความสําคัญกับการมีส่วนร่วมเนื่องจากมีเวลาน้อย โครงการบางอย่างจัดขึ้นช่วงเวลาไม่ เหมาะสม ขาดการประชาสัมพันธ์และชี้แจงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และเกษตรกรเสนอแนะว่า ควรจัดโครงการในช่วงเวลาที่เหมาะสม มีการประชาสัมพันธ์และชี้แจงถึงประโยชน์ที่จะได้รับ และควรให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับขั้นตอนการเข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ มากขึ้น สําหรับกระบวนการพัฒนากลุ่มเกษตรกรเพื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มี 6 ขั้นตอน คือ 1) การจัด ประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งที่ 1 เพื่อพบปะและปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างเกษตรกร เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และทีมวิจัย 2) การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมครั้งที่ 2 เพื่อวิเคราะห์ ปัญหาอุปสรรคและวางแผนการผลิตพืชผักและไม้ผล 3) การประชุมกลุ่มเพื่อตัดสินใจร่วมกัน ระหว่างหัวหน้าศูนย์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมและกลุ่มเกษตรกรในการนําแผนไปปฏิบัติ 4) การปฏิบัติ ตามแผนการผลิตพืชแต่ละชนิดโดยความร่วมมือระหว่างเกษตรกร เจ้าหน้าที่ส่งเสริมและผู้เกี่ยวข้อง 5) การจัดฝึกอบรมและนําเกษตรกรไปศึกษาดูงานในแปลงปลูกผักและไม้ผลที่มีการปฏิบัติดูแล รักษาดีทั้งในและนอกพื้นที่ 6) การติดตามและประเมินผลโครงการส่งเสริมการปลูกพืชผักและไม้ ผลภายใต้ระบบการเพาะปลูกที่ดี</description>
    <dc:date>2015-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/859">
    <title>การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อลดระยะเวลาปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/859</link>
    <description>Title: การจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อลดระยะเวลาปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน
Authors: อานัฐ ตันโช, arnat tancho; ศุภธิดา อ่ำทอง; วีณา นิลวงศ์; สุลีรัก อาลักษณ์ธรรม; วราภรณ์ ภูมิพิพัฒน์
Abstract: การศึกษาวิจัยเรื่องการจัดการดินและธาตุอาหารพืชเพื่อลดระยะเวลาปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตร อินทรีย์อย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงการใช้ผลิตผลจากไส้เดือนดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับ เชื้ออาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา และรวมถึงการศึกษาผลการใช้ปุ๋ยเคมีต่อการเปลี่ยนแปลงสมบัติทางเคมี ของดิน ต่อการนําไปใช้ในการลดระยะและหาแนวทางในการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรเคมีไปสู่ระบบ เกษตรอินทรีย์โครงการย่อยที่ 1 ผลตกค้างของการใช้ปุ๋ยเคมีถือเป็นประเด็นสําคัญในการกําหนดระยะเวลาการ ปรับเปลี่ยนจากระบบเกษตรเคมีสู่เกษตรอินทรีย์ ดังนั้นการศึกษาถึงสมบัติของดินที่เปลี่ยนแปลงไป หลังจากการหยุดใช้ปุ๋ยเคมีจะทําให้สามารถนําข้อมูลที่ได้ไปใช้เป็นส่วนหนึ่งประกอบการพิจารณาเพื่อลด ระยะเวลาดังกล่าว การทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของสมบัติทางเคมีของดิน ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว โดยได้ทําการทดลองในระยะเวลา 12 เดือน ณ คณะผลิตกรรมการเกษตร ม.แม่ โจ้ วางแผนการทดลองแบบ Factorial 3x3x5 in CRD ประกอบด้วยปัจจัยหลักได้แก่ ชนิดดิน (S2, ดินหางดง , S2, สันทราย, และ S3: แม่แตง) ระดับอินทรียวัตถุในดิน (O0;ไม่ใส่ปุ๋ยอินทรีย์, Oi; ใส่ 1 กก และ 02 ใส่ 2 กก.ต่อถัง) และชนิดปุ๋ยเคมี (Fo; ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี, Fl; 46-0-0, F2; 18-24-24, F3; 0-0-60, และ F4; 16-16-16) จํานวน 3 ซ้ํา ทําการบ่มดินเป็นระยะเวลา 12 เดือนในสภาพ aerobic และรักษาระดับความชื้นให้อยู่ที่ Field capacity ตลอดการทดลอง เก็บตัวอย่างดินที่ระยะเวลา 1, 4, 9, และ 12 เดือน ที่ระดับความลึก 0-25 และ 25 - 50 ซม. เพื่อวิเคราะห์ สมบัติทางเคมีของดิน จากการทดลองพบว่าชนิดดิน ระดับอินทรียวัตถุและชนิด ปุ๋ยเคมีมีผลต่อ pH ปริมาณ OM, N-NH, N-NO, P และ K ในดินเมื่อระยะเวลาผ่านไป 12 เดือนอย่างมี นัยสําคัญ (P&lt;0.05) ซึ่งปริมาณ N-NH N-NO, , P และ K ในดินที่ 12 เดือนขึ้นอยู่กับกับชนิดของปุ๋ยเคมีที่ ใส่ลงไปในดินทั้ง 3 ชนิดทั้ง 2 ระดับความลึก ในขณะที่ปริมาณการตกค้างของ N-NH, , N-NO, , P และ K พบในดินสันทราย (S2) น้อยกว่าคนหางดง (Hd) และแม่แตง (Mt)จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าชนิดดิน ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และสูตรปุ๋ย มีผลต่อปริมาณการ ตกค้างของปุ๋ยเคมีในดินหลังจากเวลาการบ่มผ่านไป 12 เดือนโดยการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ชัดเจนที่ ระยะเวลา 1 เดือน หลังการใส่ปุ๋ยเคมีและอินทรียวัตถุลงไปหลังจากนั้นค่า pH ปริมาณอินทรียวัตถุ อนินทรีย์ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมจะลดลงและมีแนวโน้มคงที่ไปจนถึงเดือนที่ 12โครงการย่อยที่ 2 การศึกษาเทคนิคการเพิ่มอัตราการย่อยสลายทางชีวภาพของสารพิษตกค้างในดิน เพื่อลดระยะเวลาการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรอินทรีย์โดยการใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและน้ําหมักมูล ไส้เดือนดิน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงผลการใช้มูลไส้เดือนดินและน้ําหมักมูลไส้เดือนดินในการลด ปริมาณสารพิษตกค้างในดินของสารกลุ่ม Organophosphates และ Pyrethroids ภายใต้สภาวะปกติและขังน้ําทําการศึกษาในห้องปฏิบัติการ โดยเก็บตัวอย่างดินจากแปลงของเกษตรกรในระบบเกษตรเคมีมา ศึกษาถึงผลการใช้มูลไส้เดือนดินและน้ําหมักมูลไส้เดือนดิน ช่วยเร่งการย่อยสลายสารพิษ 3 ชนิด คือ Cypermethrin, Chlorpyrifos และ Profenofosโดยทําการตรวจวัดปริมาณสารพิษตกค้างในดินตัวอย่าง 5 ช่วงเวลาหลังทดลองที่ 0 วัน 7 วัน 15 วัน 30 วัน และ 60 วัน ในสภาวะการบ่ม 2 รูปแบบคือสภาพปกติและ น้ําขัง พบว่า ค่าการสลายตัวของ Chlorpyrifos ที่ตกค้างในดินทดสอบนั้นจะสลายตัวหมดภายในระยะเวลา 60 วัน โดยการใส่น้ําหมักมูลไส้เดือนดินและบ่มดินในสภาพขังน้ํามีค่าการสลายตัวเกิดขึ้นสูงสุด สูงกว่าการ ใส่มูลไส้เดือนดินและตํารับควบคุม ในส่วนของค่าการสลายตัวของ Profenofos ในดินทดสอบพบว่า สลายตัวหมดภายในระยะเวลาการบ่มนาน 15 วัน และไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่ในส่วนของ Cypermethrin สลายตัวหมดภายในระยะเวลามากกว่า 60 วัน โดยการใส่มูลไส้เดือนดินและน้ําหมักมูล ไส้เดือนดินและบ่มดินในสภาพปกติมีการสลายตัวของ Cypermethrin เกิดขึ้นมากกว่าในตํารับควบคุม (P&lt;0.01)การศึกษาครั้งนี้ พบว่า ในสภาพดินน้ําขังการใส่น้ําหมักมูลไส้เดือนดินจะช่วยเพิ่มอัตราการสลายตัว ของ Chlorpyrifos ได้ดีกว่าการ ไม่ใส่ ส่วนในสภาพดินปกติทั่วไปการใส่ทั้งมูลไส้เดือนดินและน้ําหมักมูล ไส้เดือนดินจะเพิ่มอัตราการสลายตัวของ Cypermethrin ได้ดีกว่าดินที่ไม่ใส่ ดังนั้นการใช้ปุ๋ยหมักมูล ไส้เดือนดิน และน้ําหมักมูลไส้เดือนดิน สามารถเป็นตัวเลือกหนึ่งในการใช้เพิ่มอัตราการย่อยสลายทาง ชีวภาพของสารพิษที่ตกค้างในดินได้ นอกจากการใช้ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว โครงการย่อยที่ 3 การปรับเปลี่ยนจากการปลูกข้าวภายใต้ระบบเกษตรเคมีมาเป็นเกษตรอินทรีย์ โดย การใช้อาบัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นแนวทางที่มีศักยภาพที่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติของ เกษตรกรได้ ซึ่งจะทําให้สมบัติของดินต่างๆ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของข้าว งานวิจัยนี้จึงมี วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการปรับเปลี่ยนจากการทําการเกษตรเคมีมาสู่เกษตรอินทรีย์ของดินปลูกข้าว บ้านดอนเจียง ตําบลสบเปิง อําเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และผลของการปลูกข้าวแบบต่างๆ ต่อสมบัติ ทางเคมี ฟิสิกส์ และการหายใจของดิน ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสและอนินทรีย์ฟอสฟอรัสรูปแบบ ต่างๆ รวมไปถึงผลของชนิดปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับเชื้อราไมคอร์ไรซาต่อการเจริญเติบโตของพืชและสมบัติของ ดิน โดยการสํารวจพื้นที่ เก็บตัวอย่างดิน และเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เกษตรกรกลุ่มตัวอย่าง แบ่ง ออกเป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์ 11 แปลง และกลุ่มเกษตรเคมี 11 แปลงและวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Design (RCBD) โดยกําหนดทรีตเม้นท์ของการปลูกข้าวแบบต่างๆ ชนิดดิน การ จัดการน้ํา และชนิดปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับเชื้อราไมคอร์ไรซาสายพันธุ์ต่างๆ แล้วจึงวิเคราะห์หาสมบัติทางเคมี ฟิสิกส์ และการหายใจของดินของดิน พบว่าผลของการเปลี่ยนระบบการปลูกข้าวนาดําจากระบบเคมีมาเป็น ระบบอินทรีย์ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของชนิดและจํานวนเชื้อราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซาอย่างหลากหลาย และ ยังส่งผลให้สมบัติของดิน ได้แก่ ค่า pH, P, Fe, Zn, N และ OM มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ค่า EC และ K มีปริมาณ ลดลง จํานวนเชื้อราอาบัสคูราไมคอร์ไรซาเพิ่มขึ้น การเพิ่มระยะเวลาในการปลูกข้าวไร่จาก 1 ปี มาเป็น 2 ปี ทําให้ค่า pH, EC, NH , NO, Available P, SOC, WSC, HWSC, FPOM, Tgloและ WAS มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่ LPOM, POC และ E gloลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งการปลูกข้าวไร่ในระยะเวลา 2 ปี ส่งผลให้ชนิดและ จํานวนเชื้อราอาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซามีปริมาณลดลง ส่วนปริมาณการเก็บรักษาคาร์บอนในส่วนของ TOC ในดินนาอินทรีย์สูงกว่าดินนาเคมี แต่ CPOM-C, FPOM-C และ POXC ในดินนาเคมีมีปริมาณสูงกว่าดิน อินทรีย์และมีปริมาณสูงสุดที่ระดับ 15-30 cm. และดินนาเคมีพบปริมาณอนินทรีย์ฟอสฟอรัสสูงกว่าดินนา อินทรีย์ หลังจากที่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อาบัสคูลาร์ไมคอร์ไรซา พบว่า การใส่เชื้อ Getunicatum ทําให้ปริมาณ อินทรียวัตถุมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมมากที่สุด ส่วนชนิดของดินแต่ละชนิด มีผลให้ปริมาณจุลธาตุในดินมี ความแตกต่างกัน พบปริมาณ Cu สูงสุดที่ระดับความชื้น 30% การจัดการน้ํา WL พบปริมาณ Fe ในดิน สูงสุดและพบว่ารูปแบบการจัดการน้ําไม่มีผลให้ปริมาณ Mn และ Zn ในดิน มีความแตกต่างกันจากการทดลองจะเห็นได้ว่าการใช้เชื้อราอาบัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์เป็นแนวทาง หนึ่งที่มีศักยภาพในการช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินที่ผ่านการทําการเกษตรในระบบเคมีมาเป็นระบบ อินทรีย์ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของชนิดและจํานวนเชื้อราอาบัสคูลาร์ ไมคอร์ไรซาของดินในนาข้าว อีกทั้งยังส่งผลให้สมบัติของดินในด้านของปริมาณธาตุอาหารบางค่า มีปริมาณเพิ่มขึ้น จึงทําให้ดินมีความ เหมาะสมต่อการปลูกข้าวอินทรีย์มากยิ่งขึ้น</description>
    <dc:date>2015-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

