<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rdf:RDF xmlns:rdf="http://www.w3.org/1999/02/22-rdf-syntax-ns#" xmlns="http://purl.org/rss/1.0/" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <channel rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/482">
    <title>DSpace Community: คณะผลิตกรรมการเกษตร</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/482</link>
    <description>คณะผลิตกรรมการเกษตร</description>
    <items>
      <rdf:Seq>
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2192" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2183" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1880" />
        <rdf:li rdf:resource="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1590" />
      </rdf:Seq>
    </items>
    <dc:date>2025-11-13T01:52:45Z</dc:date>
  </channel>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2192">
    <title>การดำเนินการโครงการจัดตั้งป่าชุนชนของบ้านแม่หาร จังหวัดแม่ฮ่องสอน</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2192</link>
    <description>Title: การดำเนินการโครงการจัดตั้งป่าชุนชนของบ้านแม่หาร จังหวัดแม่ฮ่องสอน
Authors: วัชรพงศ์ บุหลันพฤกษ์, watcharapong bulanpruck
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมบางประการของราษฎงบ้านแม่หาร (2) การดำเนินการโครงการจัดตั้งปาชุมชนและการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งชุมชน (3) การดำเนินงานส่งเสริมและเผยแพร่ช้อมูลเรื่องการจัดตั้งป่าชุมชน (4) ปัญหาและอุปสรรคของราษฎรบ้านแม่หารในการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ โครงการจัดตั้งป่าชุมชนผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือ หัวหน้าครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านแม่หาร หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดฮ่องสอน จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม และข้อมูลได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ชาวบ้านแม่หารมีอายุเฉลี่ย 44 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้น ประถมศึกษาตอนต้น จำนวนสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 5 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุด และส่วนมากมีที่ดินเป็นของตนเอง รายได้จากการประกอบอาชีพเฉลี่ย 15,465 บาทต่อปี ระดับการมีส่วนร่วมในการดำเนินการโครงการจัดตั้งชุมชน พบว่าชาวบ้านแม่หารสวนใหญ่มีส่วนร่วมในระดับปานกลางทุกกิจกรรมคือ ขั้นค้นหาปัญหา ขั้นวางแผนดำเนินงาน ขั้นดำเนินกิจกรรมการดำเนินโครงการจัดตั้งป่าชุมชนขั้นติดตามและขั้นประเมินผลการดำเนินการโครงการ สาเหตุการมีส่วนร่วมที่สำคัญ 3 อันดับ ได้แก่ หนึ่ง มีความสนใจและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้เพื่อสงวนไว้เป็นแหล่งชับน้ำ สองหวังผลประโยชน์ที่ตนเองได้รับจากบำชุมชน และสามมุ่งหวังให้ความเดือดร้อนอันเกิดจากปัญหาด้านปาหมดสิ้นไปตามลำดับวิธีการดำเนินงานส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูลของราษฎรบ้านแม่หารพบว่า แหล่งข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชุมชนจากวิทยุ โทรทัศน์และเสียงตามสายและชาวบ้านแม่หารที่เคยผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชุมชน ได้รับการฝึกอบรมการป้องกันไฟป่และการปลูกป่า สำหรับการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนนั้นชาวบ้านแม่หารใช้ประโยชน์ในด้านผลผลิตของไม้และป่า รวมทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งชับน้ำ สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการจัดตั้งบำชุมชนที่พบมากที่สุด ได้แก่ เงินทุนของหมู่บ้านมีจำกัด ขาดการสนับสนุนด้านเงินทุนจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน การดับไฟป่ในฤดูแล้งและการขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณป่าชุมชน</description>
    <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2183">
    <title>บทบาทของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ในการสนองตอบต่อความต้องการของสมาชิก</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2183</link>
    <description>Title: บทบาทของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ในการสนองตอบต่อความต้องการของสมาชิก
Authors: รสสุคนธ์ เครือวงศ์, rosukont kreuawongse
Abstract: การศึกษาบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ในการสนองตอบต่อความต้องการของสมาชิก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงลักษณะทั่วไป และความเข้าใจในวิธีการดำเนินงานสหกรณ์ของสมาชิก บทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์ ทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และบทบาทที่สมาชิกคาดหวัง รวมไปถึงความแตกต่างในทรรศนะของสมาชิกต่อบทบาทที่คาดหวังและบทบาทที่เป็นจริงในการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรสันปาตอง จำกัด ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้จากการสัมภาษณ์สมาชิกของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด จำนวน 342 คน ซึ่งได้จากการสุมตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Muti-stage Random Sampling) และวิเคราะห์ประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS)ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ผู้ให้ข้อมูลเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรสันบำตอง จำกัด นานประมาณ 16 ปี (เฉลี่ย 15.98 ปี ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นสมาชิกโดยได้รับการแนะนำ หรือซักชวนจากเพื่อนบ้านที่เป็นสมาซิกอยู่ก่อนแล้ว และเข้ามาเป็นสมาชิกเพราะต้องการกู้เงินเป็นหลักสำคัญ ส่วนการเดินทางมาติดต่อใช้บริการกับสหกรณ์นั้น สมาชิกส่วนใหญ่มีความสะดวกในการเดินทางสำหรับความเข้าใจของสมาชิกเกี่ยวกับวิธีการดำเนินงานของสหกรณ์ในด้านผู้เป็นเจ้าของสหกรณ์ พบว่า สมาซิกส่วนใหญ่ยังเข้าใจผิด โดยคิดว่า รัฐบาล เป็นเจ้าของสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐ เป็นผู้ดำเนินการจัดตั้งสหกรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน สมาซิกส่วนใหญ่รู้ว่าวัตถุประสงค์หลักในการจัดตั้งสหกรณ์นั้น เพื่อประโยชน์ร่วมกันของสมาชิกโดยสมาชิกสามารถสอบถามถึงผลการดำเนินงานของสหกรณ์ได้ และยังให้ความสำคัญต่อตัวผู้จัดการสหกรณ์ว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของสหกรณ์มากที่สุดในด้านทรรศนะของสมาชิกที่มีต่อบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์ พบว่าบทบาทที่สหกรณ์ได้ปฏิบัติอยู่ในระดับมากได้เแก่ การให้บริการด้านสินเชื่อ และการบริการสวัลดิการสังคม ส่วนบทบาทที่สมาชิกเห็นว่าสหกรณ์ปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางคือ การบริการรับฝากเงิน และการรวบรวมผลผลิตเพื่อจัดจำหน่าย สำหรับบทบาทในการจัดหาปัจจัยการผลิตและสินค้าอุปใภคบริโภคมาจำหน่ายแก่สมาชิก สมาชิกระบุว่า สหกรณ์ให้บริการอยู่ในระดับน้อย ยิ่งไปกว่านั้น บทบาทการให้การศึกษาอบรม สมาชิกให้ความเห็นว่า สหกรณ์ปฏิบัติอยู่ในระดับน้อยที่สุดส่วนด้านความคาดหวังของสมาชิกนั้น พบว่า บทบาทที่สมาชิกคาดหวังให้สหกรณ์ปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด คือบทบาทการรับฝากเงิน การจัดหาปัจจัยการผลิตและสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่าย การรวบรวมผลผลิตเพื่อจัดจำหน่าย และการบริการสวัสดิการสังคม ส่วนอีก 2 บทบาทคือ บทบาทการให้สินเชื่อและการให้การศึกษาอบรมนั้นสมาชิกคาดหวังให้สหกรณ์ปฏิบัติอยู่ในระดับมากนอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า ทรรศนะของสมาชิกที่มีต่อบทบาทที่ได้กระทำจริง ในการดำเนินงานของสหกรณ์ : ด้าน แตกต่างไปจากบทบาทที่สมาชิกคาดหวังไว้ที่ระดับนัยสำคัญ 0.6 โดยสมาชิกคาดหวังให้สหครณ์ปฏิบัติภารกิจเพื่อให้บริการแก่สมาชิกมากกว่าที่สหกรณ์ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบัน</description>
    <dc:date>1997-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1880">
    <title>ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1880</link>
    <description>Title: ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Authors: นาตยา ดรสีเนตร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร 2) ระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรการเกษตร 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความพิงพอใจในการปฏิบัติงาน 4) ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งผู้ให้มูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งสิ้น 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การ เกษดร ซึ่งข้อมูลได้วิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ผลการวิจัยพบว่า ผู้จัดการสหกรณ์มีอายุโดยเฉลี่ย 34 ปี ส่วนมากเป็นเพศชาย และสมรสแล้วอยู่ด้วยกัน สำเร็จการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์มีประสบการณ์ในการทำงานอยู่ในช่วง 10 - 14 ปี และมีเงินเดือนอยู่ในช่วง 6,001 - 8,000 บาท  ส่วนมากเคยได้รับโบนัสจากการทำงาน สำหรับการเข้ารับฝึกอบรมด้านการจัดการสหกรณ์นั้น ส่วนใหญ่เคยเข้ารับการฝึกอบรมคิดเป็นร้อยละ 91.74 และปฏิบัติงานอยู่ในภูมิลำเนาเดิมของตน การวิจัยเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การ เกษตรจากผลการวิจัยพบว่า ผู้จัดการสหกรณ์มีความพิงพอใจในระดับมาก (ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.57)ได้แก่ 1) ลักษณะของงาน 2) หน้าที่และความรับผิดชอบ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 4) ความสำเร็จของงาน 5) การได้รับความยอมรับนับถือ 6) ความร่วมมือและการ ประสานงาน 7 ) สภาพแวดล้อมในการทำงาน 8) คุณธรรมสหกรณ์บางประการกฎหมายข้อบังคับและระ เบียบของสหกรณ์ 10 เงินเดือน สวัสดิการและค่าตอบแทน 11) ความมั่นคงและความปลอดภัยในการทำงาน และ 12) ความก้าวหน้าในงานที่ทำตามลำดับสำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการปฏิบัติงานกับลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมของผู้จัดการสหกรณ์นั้น พบว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัถูทางสถิติ ได้แก่  1. อายุมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2 . เพศมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัทางสถิติกับกฎหมายข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ 3. ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ทางสถิติกับความก้าวหน้าในงานที่ทำ , ลักษณะของงาน, ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกฎหมาย ข้อบังคับและระ เบียบของสหกรณ์ และ 4. เงินเดือนพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเงินเดือน สวัสดิการและค่าตอบแทน ส่วนตัวแปรอิสระอีก 4 ตัวแปร คือ สถานภาพการสมรส ประสบการณ์ในการทำงาน สถานที่ปฏิบัติงาน และการฝึกอบรมด้านการจัดการสหกรณ์นั้นพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานแต่อย่างใดส่วนปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงานงานของผู้จัดการสหกรณ์ ที่สำคัญที่สุด คือ 1 ) พนักงานสหกรณ์และคณะกรรมการขาดความรู้ความเข้าใจในงานสหกรณ์ 2) สมาชิกสหกรณ์ไม่ให้ความร่วมมือในการทำธุรกิจกับสหกรณ์ 3) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ขาดประสิทธิภาพการทำงานและไม่สนับสนุนการทำงานฝ่ายจัดการสหกรณ์ 4) การให้การศึกษาอบรมแก่พนักงานและสมาชิกสหกรณ์ไม่ทั่วถึง 5 ) การจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนไม่เหมาะสม 6) กฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ไม่ทันสมัย มีข้อจำกัดมากเกินไปจึงไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดการธุรกิจสหกรณ์ 7) การจัดการธุรกิจทุกประเภทภายในสหกรณ์ยังไม่ครบวงจร</description>
    <dc:date>1993-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
  <item rdf:about="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1590">
    <title>การวิเคราะห์การตอบสนองอุปทานข้าวสาลีในประเทศไทย</title>
    <link>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1590</link>
    <description>Title: การวิเคราะห์การตอบสนองอุปทานข้าวสาลีในประเทศไทย
Authors: จุฑามาศ อินทจักร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกา!ตอบสนองของอุปทานข้าวสาลีในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่ สมการอุปทานข้าวสาลีเป็นแบบเส้นตรงโดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุดแบบธรรมดาโดยการประมาณค่าสัมประสิทธิ์ (ordinary east square) ประกอบด้วยปัจจัย 2 ชนิด ได้แก่ พื้นที่เพาะปลูกและปริมาณการใช้ภายในประเทศ จากการวิเคราะห์สามารถอธิบาย&#xD;
การเปลี่ยนแปลงของอุปทานข้าวสาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปริมาณการใช้ภายในประเทศเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด รองลงมาได้แก่จำานวนพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งปัจจัยทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ โดยแสดงความสัมพันธ์ของสมการได้ร้อยละ 96.4 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 3.6 เป็นอิทธิพลของปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้นำมาระบุไว้ในสมการนี้</description>
    <dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </item>
</rdf:RDF>

