<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/739" />
  <subtitle />
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/739</id>
  <updated>2025-10-22T06:45:58Z</updated>
  <dc:date>2025-10-22T06:45:58Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ความพึงพอใจของสมาชิกที่มีต่อบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรหางดง จำกัด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1964" />
    <author>
      <name>ขจรเกียรติ กันธิมา</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1964</id>
    <updated>2024-02-02T05:05:26Z</updated>
    <published>2000-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพึงพอใจของสมาชิกที่มีต่อบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรหางดง จำกัด
Authors: ขจรเกียรติ กันธิมา
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ระบุถึงบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรหางดง จำกัด ว่าสามารถตอบสนองความต้องการของสมาชิกด้านธุรกิจเครดิต(สินเชื่อ) ธุรกิจการซื้อ ธุรกิจการขาย ธุรกิจออมทรัพย์ (การรับฝากเงิน) ธุรกิจการอบรมส่งเสริมอาชีพ และอื่นๆ (2) ทราบถึงระดับความพึงพอใจของสมาชิกที่มีต่อบทบาทการดำเนินงานของณ์การเกษตรหางดง จำกัดในการตอบสนองความต้องการของสมาชิก (3) ทราบที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของสมาชิกที่มีต่อบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์ ผลการศึกษาปรากฎว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีอายุเฉลี่ย 45 ปี และได้รับการศึกษาชั้นประถมปีที่ 4 อยู่สถานภาพการสมรสมีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นแรงงานในภาคเกษตร เฉลี่ย 3-4 คน มีระยะเวลาการเป็นสมาชิกเฉลี่ย 46 ปี มีพื้นที่ในการเกษตร ทั้งแบบเช่าและเป็นของตนเองเฉลี่ยไม่เกิน 5 ไร่ เช่าเฉลี่ยไม่เกิน 5 ไร่ และหลายแบบรวมกันเฉลี่ย 6-10 ไร่ สมาชิกสวนใหญ่มีรายได้ในภาคเกษตรเฉลี่ย 80,000 บาทปี รายได้นอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 20,000 บาทปี สมาชิกมีหนี้เฉลี่ย 80 หุ้น ข่าวสารที่สมาชิกได้รับเป็นส่วน (4)&#xD;
ใหญ่ คือ ข่าวสารเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย รองลงมาคือ สมาชิกเพื่อการเกษตร สมาชิกมีความสนใจเข้าร่วมกลุ่มทุกครั้งเมื่อสหกรณ์มีการประชุมสำหรับบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์ในการตอบสนองความต้องการของสมาชิก ธุรกิจสินเชื่อพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่กู้เงินกับสหกรณ์ในรูปเงินสดเฉลี่ย 80,000 บาท กู้ทั้งในประเกทระยะสั้นและระยะปานกลาง วัตถุประสงค์ในการกู้ คือ เพื่อการผลิตสมาชิก ส่วนใหญ่ 69.05 สามารถชำระคืนได้ตามกำหนดระยะเวลา ธุรกิจซื้อ สมาชิกส่วนใหญ่ซื้อสินค้าประเภทวัสดุอุปกรณ์การเกษตรและอุปโภคบริโภค โดยมีสาเหตุต้องการอุดหนุนสหกรณ์และต้องการเงินเฉลี่ยกันตามส่วนธุรกิจ นอกจากนี้ธุรกิจขายพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่ไม่นำผลผลิตมาขายสหกรณ์เนื่องจากสหกรณ์ไม่รับซื้อ เช่นเดียวกับธุรกิจออมทรัพย์พบว่าสมาชิกส่วนหนึ่งที่ไม่นำงินมามาฝากกับสหกรณ์ เนื่องจากสมาชิกฝากธนาคารมาก่อนเป็นสมาชิก และเห็นว่าธนาคารสะดวกในการฝาก-ถอน สำหรับธุรกิจอบรมส่งเสริมการเกษตร พบว่าสมาชิกสวนใหญ่เคยได้รับข่าวสารทางการเกษตรจากสหกรณ์ โดยฝ่ายจัดการเป็นผู้ให้ข่าวสารทางการเกษตรเป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ปุ้ย และการใช้พันธุ์พืชสำหรับผลการวิจัยเกี่ยวกับความพึงพอใจของสมาชิก มีต่อบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรหางดง จำกัด พบว่า สมาชิกมีความพึงพอใจในระดับมากต่อธุรกิจด้านต่างๆ ได้แก่ ธุรกิจเครดิต ธุรกิจซื้อ ธุรกิจขาย ธุรกิจออมทรัพย์ ธุรกิจอบรมส่งเสริมอาชีพ และผลการวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความพึงพอใจของสมาชิกที่มีต่อบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรหางดง จำกัด พบว่า จากตัวแปรสระ 10 ตัว ปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส จำนวนสมาชิกในครัวเรือนระยะเวลาการเป็นสมาชิก ปัจจัยทางเศรษฐกิจ การถือครองที่ดิน จำนวนพื้นที่ทำการเกษตรมูลค่าหุ้นที่ถือกับ สหกรณ์ ได้ผลการวิจัยคือ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความพึงพอใจในบทบาทการดำเนินงานของสหกรณ์ 3 ตัวแปร คือ อายุ จำนวนสมาชิกในครัวเรือน และระยะเวลาการเป็นสมาชิกปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ 7 ตัวแปร คือ เพศ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส การถือครองที่ดิน จำนวนพื้นที่ทำการเกษตร มูลค่าหุ้นที่ถือกับสหกรณ์ และรายได้</summary>
    <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ศักยภาพในการพัฒนากลุ่มเกษตรกรตามทรรศนะของประธานกลุ่ม และคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดตรัง</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1915" />
    <author>
      <name>วิภาส แก้วบางพูด</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1915</id>
    <updated>2023-12-04T04:14:10Z</updated>
    <published>1997-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ศักยภาพในการพัฒนากลุ่มเกษตรกรตามทรรศนะของประธานกลุ่ม และคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรในจังหวัดตรัง
Authors: วิภาส แก้วบางพูด
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ( 1) เพื่อทราบลักษณะส่วนบุคคล สังคมและเศรษฐกิจของประธานกลุ่มและคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกร (กลุ่มที่กำลังพัฒนาและกลุ่มที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ) ในจังหวัดตรัง (2) เพื่อระบุถึงศักยภาพในการพัฒนากลุ่มเกษตรกร (ปัจจัยที่สามารถสนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกร ประสบความสำเร็จตามทรรศนะของ&#xD;
ประธานกลุ่มและคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรที่กำลังพัฒนาและกลุ่มที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ) ในจังหวัดตรัง ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือประธานกลุ่มเกษตรกร (กลุ่มที่กำลังพัฒนาและกลุ่มที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ) จำนวน 23 คน คณะกรรมการกลุ่มเกษตรกร (กลุ่มที่กำลังพัฒนาและกลุ่มที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ) จำนวน 96 คน รวมผู้&#xD;
ให้ข้อมูสทั้งหมด 119 คน โดยไม่มีการลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการรวมรวมข้อมูลครั้ง&#xD;
นี้คือแบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้คือ 1. ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ สังคม และแบบความเป็นผู้นำของประธานกลุ่มเกษตรกร ผลการวิจัยนบว่าประธานกลุ่มเกษตรกรมีอายุเฉลี่ย 89 ปี มีรายได้จากการประกอบอาชีพในภาคเกษตรเฉลี่ย 93,200 บาทต่อปี มีจำนวนบุคคลในครัวเรือนที่ต้องรับผิดชอบเฉลี่ย 4 คน มีจำนวนสมาชิกที่เป็นแรงงานของครอบครัวเฉลี่ย 3 คน ประธานกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เคยเข้าร่วมประชุมฝึกอบรมหรือสัมมนาเกี่ยวกับการเกษตร และประธานกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่มีแบบความเป็นผู้นำแบบค่อนข้างไปในทางเนั้นมนุษยสัมพันธ์ 2. ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจสังคม และจิตวิทยาของคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกร ผลการวิจัยพบว่าคณะกรรมการกลุ่มเกษตรมีอายุเฉลี่ย 61 ปี มีรายได้จากการประกอบอาชีพเกษตรเฉลี่ย 93,545 บาทต่อปี มีจำนวนสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 4 คนมีจำนวนสมาชิกที่เป็นแรงงานของครอบครัวเฉลี่ย 3 คน คณะกรรมการกลุ่มเกษดรมีระยะเวลาการเป็นคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรเฉลี่ย 10 ปี และส่วนใหญ่ไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรม ส่วนคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรที่ระบุว่าเคยเข้ารับการฝึกอบรมนั้นจำนวนครั้งเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปี คณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในผลตอบแทนที่ได้รับในระดับปานกลางและ เกือบทั้งหมดมีความมุ่งหวังในชีวิตในระดับสูง 3. ลักษณะกลุ่มเกษตรกรตามการรับรู้ของประธานกลุ่มเกษตรกร ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มเกษตรกรมีอายุกลุ่มเฉลี่ย 23 ปี มีจำนวนสมาชิกกลุ่มเกษตรกรในปัจจุบันเฉลี่ย 117 คน และมีจำนวนสมาชิกกลุ่มเมื่อเริ่มก่อตั้งเฉลี่ย 85 คน สำหรับการเปลี่ยนแปลงขนาดของกลุ่มเกษตรกรนั้น ประธานกลุ่มเกษตรกรมากกว่าครึ่งระบุว่ามีจำนวนสมาชิกเพิ่มชั้นประธานกลุ่มเกษตรกรมีระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเฉลี่ย 13 ปี แต่มีจำนวนครั้งในการจัดประชุมสมาชิกเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง และมีจำนวนครั้งในการจัดประชุมคณะกรรมการเฉลี่ยปีละ 2 ครั้งเท่านั้นนอกจากนั้นประธานกลุ่มเกษตรกรเกือบทั้งหมดระบุว่าไม่เคยชนะการประกวดกลุ่มดีเด่นเลย แต่ส่วนใหญ่ระบุสมาชิกกลุ่มเกษตรกร มีความร่วมมือร่วมใจกันอยู่ในระดับพอใช้ส่วนปัญหาด้านความชัดแย้งกันภายในกลุ่มนั้นพบว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งระบุว่าสมาชิกมีความขัดแย้งกัน 4. สถานการณ์ของกลุ่มเ กษตรกรตามการรับรู้ของประธานกลุ่มเกษตรกรผลการวิจัยพบว่าประธานกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่ระบุว่าสัมพันธภาพระหว่างประธานกลุ่มและคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในระดับดีมาก มีความชัดเจนของงานในระดับสูงและประธานกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่ระบุว่ามีอำนาจในตำแหน่งในระดับสูง เช่นกัน 5. จุดมุ่งหมายของกลุ่มเกษตรกรผลการวิจัยพบว่าคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่ มีจุดมุ่งหมายของกลุ่มเกษดรกรในระดับสูงและระบุว่าจุดมุ่งหมายของกลุ่มมีความสำคัญมาก 6. ขนาดของกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มเกษตรกรที่ไม่ประสบความสำเร็จเหล่านี้เป็นกลุ่มชนาดใหญ่ 7.ค่านิยมของกลุ่มเกษตรกร ผลการวิจัยพบว่าคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่มีค่านิยมของกลุ่มเกษตรกรในระดับปานกลางเท่านั้น 8. ปทัสถานของกลุ่มเ กษตรกร ผลการวิจัยพบว่าคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่มีปทัสถานของกลุ่มเ กษตรกรในระดับปานกลาง 9. การสื่อสารภายในกลุ่มเกษตรกรผลการวิจัยพบว่าคณะกรรมการกลุ่มเกษตรกรส่วนใหญ่ มีการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจกับสมาชิกภายในกลุ่มในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน
Description: วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาส่งเสริมการเกษตร</summary>
    <dc:date>1997-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมคู่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1914" />
    <author>
      <name>คมสัน ชื่นธีระวงศ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1914</id>
    <updated>2023-12-04T04:13:11Z</updated>
    <published>1998-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมคู่
Authors: คมสัน ชื่นธีระวงศ์
Abstract: การศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของข้าวโพดพันธุ์ลูกผสมคู่ จำนวน 30 สายพันธุ์ปลูกทคสอบร่วมกับพันธุ์ลูกผสมเดี๋ยวที่ใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ จำนวน 6 สายพันธ์ ภายใต้สภาพแวคล้อม 3 สภาพ ได้แก่ 1 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ 2) ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแม่สาใหม่และ 3) สถาบันเทคโนโลซีราชมงคล วิทยาเขตลำปาง โดยทำการปลูกทดสอบใน 3 ฤดูกาลได้แก่ ต้นฤดูฝน ปลายฤดูฝนปี 2538 และฤดูแล้งปี 2539 พบว่า ลูกผสมคู่พันธุ์ MDX9510 มีผลผลิตคีเค่นเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของพ่อและแม่(MSX9403 x MDX9404) ทุกฤดูกาล มีค่าเท่ากับ18.91 17.79 และ 3.98 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าเฉลี่ย 3 ฤดู มีค่าเท่ากับ 10.97 เปอร์เซ็นด์ ส่วนพันธุ์ลูกผสมคู่ MDX9525 (MSX9404 x MSX9403)  มีค่าความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะผลผลิตสูงทุกฤดูกาลเท่ากับ 40.49 63.86 และ 106.62 เปอร์เซ็นต์ และมีค่าเฉลี่ยทั้ง 3ฤดู เท่ากับ 70.31 เปอร์เซ็นด์ ส่วนพันธุ์ธ์ลูกผสมเคี่ยว MSX9404 เป็นพันธุ์ที่มีสมรรถนะการผสมทั่วไป โดยการวิเคราะห์รวมสูงที่สุด มีค่เท่ากับ 97.81 กรัม ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากปฏิกิริยาของยืนแบบผลบวก และไม่ใช่แบบผลบวกเพราะว่า พันธุ์ลูกผสมเดี่ยว MSX9404 จะมีสมรรถนะในการผสมเฉพาะกับพันธุ์อื่น ๆ สูงด้วย เช่น การให้ผลผลิตของลูกผสมคู่MDX9507 (MSX9402 x MSX9404) สูงในต้นฤดูฝน และพันธุ์ MDX9528 (MSX9505 x MSX9404) มีคำสูงในปลายฤดูฝน ส่วนพันธุ์ MDX9529 (MSX9406 x MSX9404) มีค่าสูงในฤดูแล้ง มีค่าเท่ากับ 69.27 87.05 และ 190.02 กรัม ตามลำดับ คังนั้นในการปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดถูกผสมคู่เพื่อเพิ่มผลผลิตสูงควรใช้พันธุ์ลูกผสมเดี่ยว MSX9404 ผสมกับพันธุ์อื่น ๆ โคยพิจารณาคัดเลือกพันธุ์ลูกผสมคู่ที่มีลักษณะผลผลิตต่อฝึก และลักษณะน้ำหนัก 100 เมล็ด ที่มีค่าสูง ทั้งนี้เพราะลักษณะคังกล่าวมีสหสัมพันธ์ทางบวกกับลักษณะผลผลิต
Description: วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (พืชไร่)</summary>
    <dc:date>1998-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การจัดสรรปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างเหมาะสม เพื่อให้รายได้สุทธิสูงสุดของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ปีการผลิต 2539/2540</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1913" />
    <author>
      <name>สวัสดิ์ รมภิรันต์</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1913</id>
    <updated>2023-12-04T04:10:34Z</updated>
    <published>1997-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การจัดสรรปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอย่างเหมาะสม เพื่อให้รายได้สุทธิสูงสุดของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ปีการผลิต 2539/2540
Authors: สวัสดิ์ รมภิรันต์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อวิเคราะห์หาระดับการใช้ปัจจัยการผลิตและแผนการผลิตพืชที่เหมาะสมภายใต้ปัจจัยการผลิตทางการเ กษตรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะทำให้ได้รับรายได้สุทธิสูงสุดตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรพร้าว จำกัด ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ สมาชิกในเขตชลประทานและสมาชิกนอกเรตซลประทาน จำนวน 87 คน และ 92 คน ตามลำดับซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายชั้นตอน(multi-stage sampling)เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์แล้วนำข้อมูลต่าง ๆ มา วิเคราะห์และแปรผลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้วิธีลิเนียร์โปรแกรมมิ่งหาคำตอบ เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในการวิเคราะห์ได้แบ่งแบบจำลองออกเป็น 2 แบบคือ แบบจำลองของสมาชิกในเชตชลประทานและแบบจำลองของสมาชิกนอกเขตชลประทาน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการผลิตในแต่ละพื้นที่ ซึ่งมีข้อจำกัดของปัจจัยการผลิตที่แตกต่างกันตามสภาพความเป็นจริงผลการวิจัยได้คำตอบสำหรับระบบการจัดสรรปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เหมาะสม และทำให้รายได้สุทธิของครัวเรือนสมาชิกสูงกว่าแผฟาร์มจริงทั้งสิ้น กล่าวคือการจัดสรรปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่เหมาะสมตามแบบจำลองที่ 1 (สมาชิกในเขต(4)ชลประทาน) ทำให้รายได้สุทธิเหนือต้นทุนผันแปรเพิ่มชั้น 22,540.22 บาท และทำให้&#xD;
รายได้สุทธิเหนือต้นทุนผันแปรและค่ใช้จ่ายในการบริโภค ทั้งหมดเพิ่มชั้น 22,540.22 บาท ส่วนการจัดสรรปัจจัยการผลิตทางการ เกษตรที่เหมาะสม ตามแบบจำลองที่ 2 (สมาชิกนอกเขตชลประทาน ทำให้รายได้สุทธิเหนือต้นทุนผันแปรทั้งหมดเพิ่มขึ้น 30,078.77 บาท และทำให้รายได้สุทธิเหนือต้นทุนผันแปรและค่าใช้จ่ายในการบริโภคทั้งหมดเพิ่มชั้น 30,078.77 บาท ผลวิจัยแสดงให้เห็นว่า สมาชิกสหกรณ์ควรจะจัดสรรปัจจัยการผลิตที่มีอย่างจำกัด และปรับปรุงกิจกรรมการผลิตการเกษตรเสียใหม่ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้ระดับรายได้สุทธิของครอบครัวเพิ่มสูงขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม
Description: Master of Science (Agricultural Economics) Major Field : Agricultural Economics</summary>
    <dc:date>1997-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

