<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: Economics / เศรษฐศาสตร์</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/7" />
  <subtitle>Economics / เศรษฐศาสตร์</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/7</id>
  <updated>2026-04-20T11:17:58Z</updated>
  <dc:date>2026-04-20T11:17:58Z</dc:date>
  <entry>
    <title>EFFICIENCY OF RICE PRODUCTION IN COLLABORATIVE RICE FARM UNDER PROPER USE OF PRODUCTION TECHNOLOGY</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2329" />
    <author>
      <name />
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2329</id>
    <updated>2025-05-14T07:59:38Z</updated>
    <published>0024-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: EFFICIENCY OF RICE PRODUCTION IN COLLABORATIVE RICE FARM UNDER PROPER USE OF PRODUCTION TECHNOLOGY; ประสิทธิภาพการผลิตข้าวในระบบนาแปลงใหญ่ภายใต้การใช้เทคโนโลยีการผลิตอย่างเหมาะสม
Abstract: This research focuses on analyzing rice production efficiency and studying the factors that influence the efficiency of rice farmers in Chiang Rai Province, a major rice cultivation area in Thailand. The study sampled rice farmers participating in the large-scale farming project in Chiang Rai Province, covering all 17 districts with 400 households to obtain comprehensive and representative data of farmers in the area. Data collection involved using questionnaires as the primary research tool, focusing on information related to farmers' rice production processes and factors that may affect production efficiency. The data collected was then analyzed using Stochastic Nonparametric Envelopment of Data (StoNED) to measure the rice production efficiency of individual farmers. The Tobit Model was employed to study the factors affecting rice production efficiency.

The analysis revealed that, on average, rice farmers in Chiang Rai Province have a high level of efficiency in rice production, with an average efficiency value of 0.610. This indicates that most farmers manage their rice production processes effectively. However, there is still a portion of farmers who have the potential to further increase their production efficiency. When considering the factors affecting rice production efficiency, it was found that higher farming experience, land ownership, the use of self-owned capital without reliance on borrowing, and growing rice in the rainy season tend to contribute to increased rice production efficiency. On the contrary, having an excessively large cultivation area leads to a decrease in production efficiency, which may result from more challenging area management or a lack of production resources when having a large cultivation area. Based on the research findings, the research team suggests that the government should prioritize supporting and promoting knowledge in rice cultivation for farmers continuously to help reduce the learning time and accumulation of farmers' experience. In addition, supporting low-interest funding sources for agriculture and allocating land for small-scale farmers are important factors that will help farmers have security in production and increase rice production efficiency.

Since land rental costs are a significant burden for farmers, accounting for approximately 10-20% of the total rice production costs, having their own land will help reduce this cost and increase farmers' motivation to develop their production. Furthermore, promoting farmers' knowledge and understanding in managing cultivation areas appropriately to the land size will help increase the overall rice production efficiency of the country.; งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการผลิตข้าวและศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีการเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศไทย การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการสุ่มตัวอย่างเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ในจังหวัดเชียงราย โดยครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 17 อำเภอ จำนวน 400 ครัวเรือน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นตัวแทนของเกษตรกรในพื้นที่ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทางคณะผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการวิจัย โดยมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตข้าวของเกษตรกร รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อประสิทธิภาพในการผลิต หลังจากนั้น ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาวิเคราะห์โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เส้นห่อหุ้มเชิงเฟ้นสุ่ม (Stochastic Nonparametric Envelopment of Data) เพื่อวัดประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรแต่ละราย และใช้แบบจำลองโทบิต (Tobit Model) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตข้าว

ผลการวิเคราะห์พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในจังหวัดเชียงรายมีประสิทธิภาพในการผลิตข้าวอยู่ในระดับสูง โดยมีค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพการผลิตอยู่ที่ 0.610 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีการจัดการกระบวนการผลิตข้าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีเกษตรกรอีกส่วนหนึ่งที่ยังมีศักยภาพในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อีก เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพการผลิตข้าว พบว่า ประสบการณ์ในการเพาะปลูกที่สูงขึ้น การเป็นเจ้าของที่ดินทำกิน การใช้เงินทุนของตนเองโดยไม่พึ่งพาการกู้ยืม และการปลูกข้าวในฤดูนาปี มีแนวโน้มที่จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตข้าวสูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม การมีขนาดพื้นที่เพาะปลูกที่มากเกินไปกลับส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตลดลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการบริหารจัดการพื้นที่ที่ยากขึ้น หรือการขาดแคลนทรัพยากรในการผลิตเมื่อมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ จากผลการวิจัยนี้ ทางคณะผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการปลูกข้าวแก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลดระยะเวลาการเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ของเกษตรกร นอกจากนี้ การสนับสนุนแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับการทำเกษตร และการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรรายย่อย ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคงในการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวได้ เนื่องจากต้นทุนการเช่าที่ดินถือเป็นภาระสำคัญสำหรับเกษตรกร โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10-20% ของต้นทุนการผลิตข้าวทั้งหมด การมีที่ดินทำกินเป็นของตนเองจะช่วยลดต้นทุนส่วนนี้และเพิ่มแรงจูงใจในการพัฒนาการผลิตของเกษตรกรได้ นอกจากนี้ การส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกให้เหมาะสมกับขนาดที่ดิน ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโดยรวมของประเทศได้</summary>
    <dc:date>0024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความรู้พฤติกรรมการบริโภคและทัศนคติของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีต่อร้านสหกรณ์ กรณีศึกษา : ร้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2187" />
    <author>
      <name>อนุชา อัตรพิศาล, anucha akarapisan</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2187</id>
    <updated>2024-06-28T07:42:38Z</updated>
    <published>2000-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความรู้พฤติกรรมการบริโภคและทัศนคติของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่มีต่อร้านสหกรณ์ กรณีศึกษา : ร้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด
Authors: อนุชา อัตรพิศาล, anucha akarapisan
Abstract: การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกชาความรู้ ทัศนคติ พฤติกรรมการบริโภคของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อสินค้า และปัถูหาในการใช้บริการจากร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัดรวมทั้งหาความแตกต่างด้านทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคระหว่างนักศึกษาที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์และนักศึกษาที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของร้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 400 ตัวอย่าง ด้วยวิธีการลุ่มแบบชั้นภูมิ Strat ified Random Sampling รวบรวมข้อมูล โดยการใช้แบบสอบถามแล้วนำข้อมูลต่าง ๆ พิวเตอร์โปรแกรม SPSS/PC+ ซึ่งสถิติที่ใช้ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่ามาวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมไคสแควร์ ผลการศึกษาสรุปโดยย่อดังนี้ 1. นักศึกษาที่ทำการศึกษาเป็นเพศชายร้อยละ 51. 75 และเพศหญิงร้อยละ 48.25 มีการกระจายทางการศึกษาตั้งแต่ชั้นปี 1-4 และมีการกระจายไปตามคณะต่าง ๆ อย่าง เป็นสัดส่วน รายได้เฉลี่ยของนักศึกษาเดือนละ 3, 185. 33 บาท นักศึกษาร้อยละ 52. 75 เป็นสมาชิกร้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกได้เพียง 1 ปี ถือหุ้นระหว่าง 1 ถึง 10 หุ้น 2. ความรู้ความเข้าใจด้านสหกรณ์ นักศึกษาส่วนใหญ่มีความรู้ความเช้าใจถูกต้องในหลักสหกรณ์ วัตถุประสงค์และสิทธิหน้าที่ของสมาชิก 3. ทัศนคติของนักศึกษามีความพอใจในระดับปานกลางในด้านสินค้า ด้านการบริการ ด้านคณะกรรมการและฝ่ายจัดการรวมทั้งด้านผลประ โยชน์ของสมาชิกนักศึกษามีความพอใจมากที่จะได้รับส่วนลดทันทีจากการซื้อสินค้าสหกรณ์และพอใจต่อโครงการบัตรสมาชิกที่จะใช้ลดราคาตามร้านต่าง ๆ ที่มีอยู่ใน โครงการ 4. ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าที่ร้านสหกรณ์หาวิทยาลัยเชียงใหม่จำกัด อันดับ 1 คือทำเลที่ตั้งใกล้สถานที่พักหรือสถานศึกษา และปัจจัยรองมาคือได้รับเงินปันผลจากร้านสหกรณ์5. พฤติกรรมในการบริโภคสินค้าของนักศึกษา มูลค่าการซื้อสินค้าเฉลี่ยครั้งละ 50-100 บาท ความถี่ไม่แน่นอน ส่วนใหญ่ซื้อสินค้าวันธรรมดาหลังเลิกเรียน ประเภท สินค้าที่ซื้ออันดับ 1 คือของใช้เบ็ดเตล็ด อันดับ 2 คือเครื่องเขียน และอันดับ 3 คืออาหารและเครื่องดื่ม สิ่งจูงใจที่ทำให้ซื้อสินค้าคือการส่งเสริมการขาย การโฆษณาและประชาสัมพันธ์นักศึกษาใช้จ่ายที่ร้านสหกรมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด เฉลี่ย33เดือน/คน 6. การวิคราะห์ความแตกต่างในด้านทัศนคติและพฤติกรรมระหว่างที่เป็นสมาชิกและนักศึกษาที่ไม่เป็นสมาชิกร้านสหกรณ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำกัด พบว่าทั้งทัศนคติและพฤติกรรมของนักศึกษาทั้งสองกลุ่มส่วนใหญ่ไม่แดกต่างกัน ปัญหาที่พบมากที่สุดในการใช้บริการจากร้านสหกรณ์มหาวิทยาลัยเ ชียงใหม่จำกัด คือปัญหาด้านสินค้า มีน้อยเกินไปและ เป็นสินค้าที่ไม่ตรงตามความต้องการ รองมาคือปัญหาด้านการบริการ พนักงานไม่สนใจลูกค้าและมารยาทไม่เหมาะสม และปัญหาต่อมาคือด้านเงินปันผลนักศึกษารู้สึกว่า เงินปันผลน้อยเกินไป</summary>
    <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความพึงพอใจของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรกรรม กลุ่มภาคเหนือ สังกัดกรมอาชีวศึกษา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2153" />
    <author>
      <name>ขนิษฐา โสภานนท์, kanitha-sopanon</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2153</id>
    <updated>2024-06-17T09:06:57Z</updated>
    <published>1995-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพึงพอใจของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรกรรม กลุ่มภาคเหนือ สังกัดกรมอาชีวศึกษา
Authors: ขนิษฐา โสภานนท์, kanitha-sopanon
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคม ของข้าราชการครูวิทยาลัยเกษครกรรมกลุ่มภาคเหนือ (2) ความพึงพอใจของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรกรรม  กลุ่มภาคเหนือ (3) ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการบริหารงานของผู้บริหารในทรรศนะของข้าราชการครูวิทยาลัยเกษครกรรม กลุ่มกาลเหนือ ผู้ให้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรกรรม กลุ่มภาคเหนือ ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบจำนวน 135 คน การรวบรวมข้อมูลกระทำโดยใช้แบบสอบถามข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรกรรม กลุ่มภาคเหนือข้อมูลวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ผลการวิจัยพบว่า ข้าราชการครูวิทยาลัย เ กษตรกรรม กลุ่มภาคเหนือ มีอายุเฉลี่ย 36 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญาตรี สมรสแล้ว มีอายุราชการเฉลี่ย 11 ปี และมีรายได้เฉลี่ย 155,801 บาทต่อปีสำหรับความพึงพอใจของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรกรรม กล่มภาคเหนือ ผลการวิจัยพบว่าข้าราชการครูวิทยาลัยเกษตรกรรมมีความพึงพอใจต่อการบริหารงานในด้านต่าง ๆ เวียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือด้านการประสานงาน ด้านการนิเทศงาน ด้านการจัดงบประมาณ ด้านการมอบหมายงาน ด้านการวางแผน และด้านการควบคุมงาน ส่วนผลการวิจัยที่พบว่าข้าราชการครูไม่พึงพอใจต่อการบริหารงาน คือการบริหารงานด้านการประ เมินผล และการบริหารงานด้านการจัดคนเข้าทำงาน แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมโดยพิจารมาจากค่าคะแนนเฉลี่ยพบว่าข้าราชการครู&#xD;
มีความพึงพอใจในการบริหารงานของผู้บริหารวิทยาลัยเกษตรกรรมทั้ง 8 ด้าน แต่เป็นความพึงพอใจในระดับที่ค่อนข้างต่ำ (คะแนนเฉลี่ย 1.55) สำหรับประ เด็นข้อ เสนอแนะในการปรับปรุงการบริหารงานของผู้บริหาร ในทรรศนะของข้าราชการครู มีดังนี้ 1) ด้านการวางแผน ควรกำหนดเป้าหมายการปฏิบัติงานให้เป็นรูปธรรม โดยให้ครูอาจารย์ได้มีส่วนร่วมเพื่อให้สอดคล้องกับทวันยากวที่มีอยู่ มีข้อเสนอแนะว่า ควรปรับปรุงความเ ข้าใจระหว่างกัน ควรให้มีการใช้ระบบสารสนเทศ 2) ด้านการจัดคนเข้าทำงานผู้บริหารควรจัดให้เหมาะสมกับปริมาณเละคุณภาพของบุคลากรในวิทยาลัย 3) ด้านการควบคุมงาน ผู้บริหารควรกระทำอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องและกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงาน ภาระงานอย่างชัดเจน4) ด้านการมอบหมายงาน&#xD;
ผู้บวิหารควรพิจารณาความรู้ ความสามารถของบุคคลเป็นหลัก ทั้งควรมอบการตัดสินใจให้แก่ผู้รับมอหมายนั้น 5) ด้านการประสานงานนั้น ผู้บริหารควรประสานทั้งภายในและภายนอกวิทยาลัย 6) ด้านการนิเทศงาน ผู้บริหารควรมีการนิเทศเป็นระยะ ๆ มีการจัฒนาบุคลากรในรูปแบบต่าง ๆ 7) ด้านการจัดงบประมาณ ผู้บริหารควรจัดสรรดามความต้องการและความจำเป็นของงาน หากไม่ได้ดังปรารถนา ก็มีคำอธิบายให้เข้าใจได้ชัดแจ้ง และคอยควบคุมการใช้งบประมาณให้ถูกต้องเป็นไปตามแผนที่วางไว้ 8) ด้านการประเมินผล ผู้บริหารควรกำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนอย่างมีระบบ"</summary>
    <dc:date>1995-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความพึงพอใจของสหกรณ์ออมทรัพย์ภายใต้รูปแบบการส่งเสริมสหกรณ์ใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2150" />
    <author>
      <name>สุรินทร์ วทัญญู, surin vathanyoo</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2150</id>
    <updated>2024-06-17T08:16:05Z</updated>
    <published>2005-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพึงพอใจของสหกรณ์ออมทรัพย์ภายใต้รูปแบบการส่งเสริมสหกรณ์ใหม่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์
Authors: สุรินทร์ วทัญญู, surin vathanyoo
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1)ความพึงพอใจของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีต่อการให้บริการของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ตามรูปแบบการส่งเสริมใหม่ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ 2)ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานในรูปแบบใหม่ โดยการรวบรวมข้อมูลจาก ประธานคณะกรรมการในฐานะตัวแทนฝ่ายบริหาร และผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ในฐานะตัวแทนของฝ่าย&#xD;
จัดการของสหกรณ์อมทรัพย์ในภาคตะวันเอกเฉียงเหนือ จำนวน 19 จังหวัด การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 228 รายผลการศึกษาพบว่า ประธานคณะกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 142 ราช คิดเป็นร้อยละ 62.3 มีอายุระหว่าง 41-45 ปี จำนวน 101 ราย คิดเป็นร้อยละ 44.3 ส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 134 ราย คิดเป็นร้อยละ 58.8 มีรายได้มากกว่า 13,500 บาท จำนวน 133 ราย คิดเป็นร้อยละ 58.3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ได้รับการส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้รูปแบบเคิมและแบบใหม่ ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านการจัดตั้งและส่งเสริมสหกรณ์ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการจัดการสหกรณ์ ด้านการรับทราบข้อมูลค้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุดลากร พบว่า สหกรณ์ขนาดใหญ่มาก ขนาดเล็ก และขนาดเล็กมาก มีระดับความพึงพอใจคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ารูปแบบเดิมในทุก ๆ ด้าน สหกรณ์ขนาดใหญ่มีระดับความพึงพอใจคะแนนเฉลี่ยในรูปแบบใหม่ต่ำกว่ารูปแบบเดิมทุกด้าน ยกเว้น ด้านการรับทราบข้อมูลข่าวสาร สหกรณ์ขนาดกลางมีระดับความพึงพอใจคะแนนเฉลี่ยในรูปแบบใหม่ทุกด้านสูงกว่ารูปแบบเดิม ยกเว้น ด้านการส่งเสริมและพัฒนาการบริหารการจัดการสหกรณ์ผลการศึกษาความค้องการได้รับบริการนอกเหนือจากที่ได้รับในปัจจุบัน พบว่า สหกรณ์มีความต้องการมากในคำแนะนำส่งเสริม ด้านกฎหมาย ข้อบังกับ ระเบียบ คำสั่ง และคำแนะนำของนายทะเบียนสหกรณ์ปัญหาและอุปสรรดจากการให้บริการของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์คือ เจ้าหน้าที่มีการเปลี่ยนตัวบุคคลบ่อย ระยะเวลาการเข้าไปแนะนำสหกรณ์น้อยเกินไป เจ้าหน้าที่ยังขาดความรู้ในบางเรื่อง ข้อมูลข่าวสารได้รับช้า และขาดคู่มือหรือดำแนะนำที่เป็นเอกสารหรือบางครั้งเอกสารมีการแก้ไขปรับปรุงแต่สหกรณ์ไม่ทราบข้อเสนอแนะจากผลการศึกษา คือ กรมส่งเสริมสหกรณ์ควรให้การศึกษาอบรมกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ตามกลุ่มภารกิจที่กำหนดไว้ในกรอบโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้เป็นแนวทางเดียวกัน ควรวางแผนปฏิบัติงานให้ชัดเจน และควรให้บริการสหกรณ์อย่างเท่าเทียมกัน</summary>
    <dc:date>2005-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

