<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: ปัญหาพิเศษ/โครงงาน</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/588" />
  <subtitle>ปัญหาพิเศษ/โครงงาน</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/588</id>
  <updated>2026-04-11T22:43:26Z</updated>
  <dc:date>2026-04-11T22:43:26Z</dc:date>
  <entry>
    <title>สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและเปปไทด์ต้านมะเร็งที่ได้จากการหมักรำข้าวด้วย Bacillus subtilis MP9 ที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/887" />
    <author>
      <name>มงคล ถิรบุญยานนท์, mongkol thirabunyanon</name>
    </author>
    <author>
      <name>วิจิตรา แดงปรก</name>
    </author>
    <author>
      <name>ชุติมา คงจรูญ</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/887</id>
    <updated>2023-04-25T06:40:42Z</updated>
    <published>2016-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและเปปไทด์ต้านมะเร็งที่ได้จากการหมักรำข้าวด้วย Bacillus subtilis MP9 ที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและลำไส้
Authors: มงคล ถิรบุญยานนท์, mongkol thirabunyanon; วิจิตรา แดงปรก; ชุติมา คงจรูญ
Abstract: การศึกษาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและการผลิตเปปไทด์ต้านมะเร็งจากรําข้าวในครั้งนี้ มี วัตถุประสงค์เพื่อประยุกต์ใช้ประโยชน์จากรําข้าวในเชิงการป้องกันและหรือบําบัดรักษาโรคมะเร็งจาก การนําเมล็ดข้าวที่ทําการเกษตรแบบอินทรีย์ 2 สายพันธุ์ คือ ข้าวหอมดอกมะลิ 105 และข้าวหอมนิล มาสีและคัดแยกรําข้าว พบว่าในสารสกัดรําข้าวด้วยเมทานอลมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมด และปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระในรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 น้อยกว่ารําข้าวหอมนิลอย่างมีนัยสําคัญ ทางสถิติ (P &lt; 0.05) โดยมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกทั้งหมดเท่ากับ 24 : 70 mgGAE/g และมี ปริมาณสารต้านอนุมูลอิสะ DPPH เท่ากับ 56 : 83 เปอร์เซ็นต์ สารต้านอนุมูลอิสะ ABTS+ มีค่า IC50 เท่ากับ 0.32 : 0.06 และสารต้านอนุมูลอิสะ FRAP เท่ากับ 359 : 836 แmol/Fet/g ในรําข้าวหอม ดอกมะลิ 105 และข้าวหอมนิล ตามลําดับ การศึกษาชนิดและปริมาณของสารและหรือสารออกฤทธิ์ ทางชีวภาพหลังจากการหมักรําข้าวด้วย B. subtitis MP9 และทําการตรวจวัดด้วยเครื่อง GC-MS พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงปริมาณของ tetradecanoic acid, 9-octadecenoic acid และ Octadecanoic acid เพิ่มขึ้นเล็กน้อยหลังจากการหมักรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 และมี Octadecanoic acid และ oleic acid เพิ่มขึ้นเล็กน้อยในข้าวหอมนิลหมัก การผลิตเอนไซม์โปรติเอสจาก B. Subtitis MP9 พบว่าได้เอนไซม์โปรติเอสในรูปแบบแห้งที่มีกิจกรรมของเอนไซม์ เท่ากับ 15,400 U/g และเมื่อทําการผลิตเปปไทด์ด้วยการย่อยโปรตีนรําข้าวด้วยโปรติเอสที่ความ เข้มข้น 10 U/g พบว่าได้เปปไทด์เท่ากับ 42 และ 37 เปอร์เซ็นต์ ในโปรตีนรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 และหอมนิล ตามลําดับ การทดสอบการทนของเปปไทด์ต่อสภาวะกระเพาะอาหารและลําไส้จําลอง พบว่าเปปไทด์ที่คงทนได้มีน้ําหนักเหลือ 59 : 67 เปอร์เซ็นต์ และ 96 : 99 เปอร์เซ็นต์ ของเปปไทด์จาก รําข้าวหอมดอกมะลิ 105 และหอมนิล ตามลําดับ การคัดแยกขนาดของเปปไทด์ออกเป็นขนาดต่างๆ ตามน้ำหนักโมเลกุล พบว่าเปปไทด์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 50 kDa มีสัดส่วนมากกว่า 96 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง เปปไทด์จากรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 และหอมนิล ในขณะที่เปปไทด์ขนาดเล็กกว่า 50 kDa ในแต่ละ ช่วงขนาด คือ น้อยกว่า 3 อยู่ในช่วง 3 - 5 อยู่ในช่วง 5 - 10 และอยู่ในช่วง 30 - 50 kDa พบว่าในแต่ละช่วงขนาดมีน้ำหนักไม่แตกต่างกันมากนัก การทดสอบฤทธิ์ต้านมะเร็งตับของเปปไทด์จากรําข้าวทั้ง 2 ชนิด โดยทดสอบแบ่งตามขนาดน้ำหนักโมเลกุลที่แตกต่างกัน 5 ช่วงขนาด คือ น้อยกว่า 3, 3, 5, 5 - 10, 30 - 50 และมากกว่า 50 kDa และทดสอบที่ระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน 4 ระดับ คือ 75, 125, 250 และ 500 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ผลที่ได้พบว่า เปปไทด์จากรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 มี ประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับ 29.2 - 44.2 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เปปไทด์จาก รําข้าวหอมนิลสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับ 33.2 - 45.5 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้พบว่าเปปไทด์ ที่มีขนาดน้อยกว่า 3 kDa และขนาด 3 - 5 kDa มีแนวโน้มในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับสูง กว่าเปปไทด์จากรําข้าวที่มีขนาดที่ใหญ่กว่า และเมื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปร่างของ เซลล์มะเร็งตับภายใต้กล้องจุลทรรศน์ พบว่าทั้งเปปไทด์จากรําข้าวทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว สามารถกระตุ้น ให้เซลล์มะเร็งตับมีลักษณะการเจริญที่ผิดปกติเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยไม่เจริญเป็นรูป หลายเหลี่ยม ไม่แผ่เต็มพื้นที่ในภาชนะเพาะเลี้ยง และเซลล์ไม่ยึดติดกันแน่น การศึกษาฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลําไส้ของเปปไทด์จากรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 และรําข้าวหอมนิล โดยแบ่งกลุ่มทดสอบเหมือน ๆ กับการทดสอบฤทธิ์การต้านมะเร็งตับ ผลที่ได้พบว่าเปปไทด์จากรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลําไส้ 43.7 - 74.1 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เปปไทด์จากรําข้าวหอมนิลสามารถยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลําไส้ 39.7 - 77.3 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้พบว่าเปปไทด์ที่มี ขนาดน้อยกว่า 3 kDa มีอัตราการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งลําไส้สูงกว่าอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (P &lt; 0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับเปปไทด์จากรําข้าวหอมนิลที่มีขนาดอื่น ๆ ที่ทุกระดับความเข้มข้น นอกจากนั้น เมื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงลักษณะรูปร่างของเซลล์มะเร็งลําไส้ภายใต้กล้องจุลทรรศน์ พบว่าทั้งเปปไทด์จากรําข้าวทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว ไม่มีผลชัดเจนที่ทําให้เซลล์มะเร็งลําไส้เจริญผิดปกติเปปไทด์ต้านมะเร็งจากรําข้าวหอมดอกมะลิ 105 และข้าวหอมนิลจากการวิจัยในครั้งนี้ อาจจะเป็นสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สําคัญในการป้องกันและหรือบําบัดรักษาโรคมะเร็งตับและมะเร็งลําไส้ได้</summary>
    <dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>วัสดุผสมพอลีเอทิลีนและท่อนาโนคาร์บอนสำหรับเป็นขั้วเคาน์เตอร์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/885" />
    <author>
      <name>สุภาพร ดาวทอง, suphaporn daothong</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/885</id>
    <updated>2023-05-01T04:36:07Z</updated>
    <published>2017-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: วัสดุผสมพอลีเอทิลีนและท่อนาโนคาร์บอนสำหรับเป็นขั้วเคาน์เตอร์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง
Authors: สุภาพร ดาวทอง, suphaporn daothong
Abstract: งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวัสดุผสมคาร์บอนและพอลิเมอร์สําหรับเป็นเคาน์เตอร์ อิเล็กโทรดในเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง วัตถุดิบของวัสดุผสม คือ คาร์บอน 2 ประเภท (คาร์บอนกัมมันต์ และ ท่อนาโนคาร์บอน) ผสมกับพอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ําเชิงเส้น วัสดุผสม คาร์บอนและพอลิเมอร์ได้จากกระบวนการขึ้นรูปร้อน ลักษณะโครงสร้างทางสัณฐานวิทยา, สมบัติ ทางกล, สมบัติทางไฟฟ้า และ การประยุกต์ใช้สําหรับเป็นเคาน์เตอร์อิเล็กโทรคถูกวิเคราะห์ด้วย กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด, เครื่องทดสอบแรงดึง, เครื่องวัดความต้านทานแบบเข็ม ปลายแหลมสีขั้ว และ I-V tester ตามลําดับ ลักษณะโครงสร้างทางสัณฐานของวัสดุคาร์บอนและพอ ลิเมอร์ทั้ง 3 ประเภท แสดงให้เป็นว่าวัสดุผสมมีพื้นผิวไม่ราบเรียบ เกิดรูพรุนเพิ่มมากขึ้นตาม ปริมาณของคาร์บอน ผลการทดสอบสมบัติทางไฟฟ้า พบว่า ค่าความต้านทานไฟฟ้าจะลดลงเมื่อ ชิ้นงานมีอัตราส่วนคาร์บอนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้วัสดุผสมท่อนาโนคาร์บอนและพอลิเมอร์ให้ค่า ประสิทธิภาพที่สูงเมื่อนํามาประยุกต์เป็นเคาน์เตอร์อิเล็กโทรดในเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง</summary>
    <dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ระบบสถานีอากาศและการแจ้งเตือนฟาร์มเห็ดระบบสถานีอากาศและการแจ้งเตือนฟาร์มเห็ดฟาง</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/884" />
    <author>
      <name>สมนึก สินธุปวน, somnuek sinthupuan</name>
    </author>
    <author>
      <name>วาสนา วิรุญรัตน์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ศมาพร แสงยศ</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/884</id>
    <updated>2023-04-25T08:09:37Z</updated>
    <published>2017-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ระบบสถานีอากาศและการแจ้งเตือนฟาร์มเห็ดระบบสถานีอากาศและการแจ้งเตือนฟาร์มเห็ดฟาง
Authors: สมนึก สินธุปวน, somnuek sinthupuan; วาสนา วิรุญรัตน์; ศมาพร แสงยศ
Abstract: ปัญหาในการเพาะเห็ดฟางของเกษตรกรค่อนข้างหลากหลาย เนื่องจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพ อากาศภายในโรงเพาะของฟาร์มเห็ด การเก็บข้อมูลของสภาพแวดล้อมเป็นปัญหา เพราะเกษตรกร ไม่ สามารถติดตามสภาพแวดล้อมภายในโรงเพาะได้ตลอดเวลา ระบบจัดเก็บข้อมูลสิ่งแวดล้อมฟาร์มเห็ดฟางจึง ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลภายในโรงเพาะ โดยระบบทั้งหมดประกอบซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งบน Raspberry pi (เครื่องลูกข่าย) เพื่อเก็บข้อมูลเซ็นผ่านเซ็นเซอร์ และจัดส่งมาที่ Raspberry pi (เครื่องแม่ข่ายใน โรงเห็ด) ที่มีระบบฐานข้อมูลเพื่อสารองข้อมูล ณ จังหวัดเชียงราย และจัดส่งต่อมาที่เครื่องคอมพิงเตอร์แม่ ข่าย ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยผ่านโปรโตคอล Message Queue Telemetry Transport และ 3G FIWI router เพื่อการส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ โดยระบบมีหน้าที่ติดตามและแจ้งเตือน เมื่ออุณหภูมิและความชื้นผิดไป จากค่ามาตรฐานที่กาหนดไว้</summary>
    <dc:date>2017-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลของพลาสติคไซเซอร์ที่มีต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติเชิงกลของฟิล์มเซลลูโลสเอสเทอร์จากฟางข้าวและเปลือกข้าวโพด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/881" />
    <author>
      <name>อุษารัตน์ รัตนคำนวณ, usarat ratanakamnuan</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/881</id>
    <updated>2023-04-19T08:32:28Z</updated>
    <published>2016-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลของพลาสติคไซเซอร์ที่มีต่อสมบัติทางกายภาพและสมบัติเชิงกลของฟิล์มเซลลูโลสเอสเทอร์จากฟางข้าวและเปลือกข้าวโพด
Authors: อุษารัตน์ รัตนคำนวณ, usarat ratanakamnuan
Abstract: ในงานวิจัยนี้ได้ทําการศึกษาผลของชนิดและปริมาณของพลาสติไซเซอร์ที่มีต่อสมบัติเชิงกลของ ฟิล์มเซลลูโลสดัดแปรที่เตรียมได้จากเปลือกข้าวโพด ทําการสกัดเซลลูโลสจากเปลือกข้าวโพดด้วย กระบวนการกําจัดลิกนิน กระบวนการฟอกขาวและปฏิกิริยาไฮโดรไลซิสตามลําดับ หลังจากนั้นทํา การดัดแปร โครงสร้างทางเคมีของเซลลูโลสจากเปลือกข้าวโพดที่เตรียมได้ด้วยปฏิกิริยาเอสเทอร์ริฟ เคชันโดยใช้ลอโรอิลคลอไรด์เป็นสารดัดแปร ใช้โทลูอื่นเป็นตัวทําละลายและไพริดีนเป็นตัวเร่ง ปฏิกิริยา โดยใช้สภาวะในการทําปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชันที่อุณหภูมิ 80°c เป็นระยะเวลา 12 ชั่วโมง ผลการตรวจสอบโครงสร้างทางเคมีด้วยเทคนิคฟูเรียร์ทรานสฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรส โคปี ยืนยันการเกิดปฏิกิริยาเอสเทอริฟิเคชัน คือตําแหน่งหมู่คาร์บอนิล (C-0) ในหมู่ฟังก์ชันเอส เทอร์ที่ตําแหน่ง 1753 cm และหมู่เมทิล (C-H stretching) ที่ตําแหน่ง 2927 cm และ 2855 cm ตามลําดับ แล้วจึงทําการขึ้นรูปฟิล์มเซลลูโลสดัดแปรด้วยตัวทําละลายคลอโรฟอร์ม เติมพลาสติไซ เซอร์ 3 ชนิด คือ กลีเซอรอล ไดบิวทิลพทาเลต และไตรเอทิลซิเตรตที่ความเข้มข้นร้อยละ1-10โดย น้ําหนักของผงเซลลูโลสเอสเทอร์ตามลําดับ ผลของพลาสติไซเซอร์ที่มีต่อสมบัติทางความร้อนของ ฟิล์มด้วยเทคนิคเทอร์โมกราวิเมทริกอะนาไลซิส พบว่าฟิล์มเซลลูโลสเอสเทอร์จากเปลือกข้าวโพด ที่ไม่เติมพลาสติไซเซอร์จะสลายตัวที่อุณหภูมิ 219°c ส่วนฟิล์มที่เติมพลาสติไซเซอร์จะเกิดการ สลายตัวที่อุณหภูมิต่ํากว่าฟิล์มที่ไม่เติมพลาสติไซเซอร์ ยกเว้นฟิล์มที่เติมกลีเซอรอลพลาสติไซเซอร์ ที่ความเข้มข้นร้อยละ1-2 โดยน้ําหนัก และสําหรับสมบัติเชิงกลของฟิล์ม พบว่าฟิล์มที่เติมพลาสติ ไซเซอร์มีค่าความทนแรงดึงและค่ามอดุลัสลดลงเมื่อเพิ่มปริมาณพลาสติไซเซอร์ ในขณะที่ค่าร้อย ละการยึดที่จุดขาดมีค่าเพิ่มขึ้นที่ความเข้มข้นของกลีเซอรอลร้อยละ 1-2 โดยน้ําหนัก</summary>
    <dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

