<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: วิทยานิพนธ์</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/582" />
  <subtitle>วิทยานิพนธ์</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/582</id>
  <updated>2026-04-11T22:43:25Z</updated>
  <dc:date>2026-04-11T22:43:25Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสังเคราะห์แสง และการสร้างมวลชีวภาพในถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์ต่างกัน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2141" />
    <author>
      <name>ปวีณ โภชนา, Paween Phochana</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2141</id>
    <updated>2024-05-29T09:07:01Z</updated>
    <published>2011-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสังเคราะห์แสง และการสร้างมวลชีวภาพในถั่วเหลืองฝักสดพันธุ์ต่างกัน
Authors: ปวีณ โภชนา, Paween Phochana
Abstract: ผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสังเคราะห์แสงและการสร้างมวลชีวภาพใน ถั่วเหลืองฝักสด 5 สายพันธฐุ์ คือ AGS 292, No.75, 16 sweet, MJ 0101-4-6 และ MJ 0108-11-5 ระหว่างเดือนตุลาคม 2552 ถึง เมษายน 2553 พบว่าในฤดูฝน ถั่วเหลืองฝักสดทั้ง 5 สายพันธุ์ มีการ สังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ระยะการเจริญเติบโตด้านใบและลำต้นจาก V1 ถึง v6 และเพิ่มขึ้นอีกในระยะการเจริญเติบโตด้านแพร่ขยายพันธุ์ จาก R1 ถึง R5 สายพันธุ์ AGS 292 มีการสังเคราะห์แสงสูงสุดทั้งในระยะ Vegetative และ Reproductive growth stages โดยเฉพาะระยะ R5 มีการ สังเคราะห์แสงเท่ากับ 39.46 umolco2m-2s-2 และมีการสร้างมวลชีวภาพเพิ่มขึ้นจากระยะการเจริญเติบโตด้านใบและลําต้นจนถึงระยะการเจริญเติบโตด้านแพร่ขยายพันธุ์โดยที่ระยะ R6 มีการสร้างมวลชีวภาพสูงถึง 106.38 กรัมต่อตารางเมตร หลังจากนั้นจะลดลงในระยะสุกแก่ทางสรีระ&#xD;
วิทยาเมล็ดพันธุ์ ถั่วเหลืองฝักสดต่างสายพันธุ์กัน มีการสร้างมวลชีวภาพที่แตกต่างกัน สายพันธุ์ AGS 292 มีการสร้างมวลชีวภาพสูงสุด และผลการศึกษาในฤดูแล้งพบว่า ถั่วเหลืองฝักสด 5 สายพันธุ์ มีการสังเคราะห์แสงเพิ่มขึ้นในระยะการเจริญเติบโตด้านใบและลําต้นจาก V1 ถึงV6 และ เพิ่มขึ้นอีกในระยะการเจริญเติบโตด้านแพร่ขยายพันธุ์ จาก R1 ถึง R5 และสายพันธุ์ AGS 292 มีการสังเคราะห์แสงสูงสุดทั้งในระยะ Vegetative และ Reproductive growth stages โดยเฉพาะระยะ R5&#xD;
มีการสังเคราะท์แสงเท่ากับ 32.59 umolCo2m-12s-1 และมีการสร้างมวลชีวภาพเพิ่มขึ้นจากระยะการ เจริญเติบโตด้านใบและลําต้น จนถึงระยะการเจริญเติบโตด้านแพร่ขยายพันธุ์ถึงระยะ R6 หลังจากนั้นก็ลดลงในระยะการสุกแก่ทางสรีระวิทยาเมล็ดพันธุ์ การสังเคราะห์แสงและการสร้างมวลชีวภาพของถั่วเหลืองฝักสด 5 สายพันธุ์ มีค่าสหสัมพันธ์ทางบวก โดยสายพันธ์ AGS 292 มีการสร้างมวลชีวภาพ และผลผลิตสูงที่สุด ถั่วเหลืองฝักสดต่างสายพันธุ์กันมีการสร้างมวลชีวภาพที่แตกต่างกันจากการศึกษาสายพันธุ์ถั่วเหลืองฝักสดที่ปลูกในฤดูฝนและฤดูแล้งพบว่า ถั่วเหลืองฝักสดที่ปลูกในฤดูฝน มีจำนวนฝักที่ได้มาตรฐานต่อไร่ น้ำหนักแห้งต้นทั้งหมดต่อไร่ และน้ำหนักแห้งลําต้นและใบทั้งหมดต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์ถั่วเหลืองฝักสดที่ปลูกในฤดูแล้ง จากการวิเคราะห์ความแปรปรวนรวมพบว่า ถั่วเหลืองฝักสดสายพันธุ์ AGS 292 มีค่าเฉลี่ยของลักษณะทางการเกษตร องค์ประกอบผลผลิต และผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์ No.75, MJ 0108-11-5 , MJ 0101-4-6 และสายพันธ์, 16 sweet ตามลําดับ</summary>
    <dc:date>2011-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าหมักร่วมกับของเสียจากฟาร์มสุกร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2140" />
    <author>
      <name>รุ้งตะวัน ปันทะวงค์, Rungtawan Pantawong</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2140</id>
    <updated>2024-05-29T09:00:50Z</updated>
    <published>2015-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาการผลิตก๊าซชีวภาพจากหญ้าหมักร่วมกับของเสียจากฟาร์มสุกร
Authors: รุ้งตะวัน ปันทะวงค์, Rungtawan Pantawong
Abstract: การศึกษานี้ได้คัดแยกแบคทีเรียกรดแลคติก (Lactic Acid Bacteria, LAB) จากอาหารหมักดองของภาคเหนือ และพืชอาหารสัตว์หมัก โดยใช้อาหารเลี้ยงเชื้อสูตร MRS และ M17 Agar ซึ่งสามารถคัดแยกแบคทีเรียกรดแลคติกได้จำนวน 137 ไอโซเลท จากนั้นศึกษาการเจริญและการผลิตกรดแลคติกของแบคทีเรียในน้ำหญ้าสกัด โดยใช้ปริมาณเชื้อตั้งต้นที่ 10^4 CFU/มิลลิลิตร บ่มในสภาวะไร้ออกซิเจน ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 48 ชั่วโมง จากนั้นนำเซลล์แขวนลอยมาวัดการเจริญของแบคทีเรียโดยวัดค่าการดูดกลืนแสงที่ 600 นาโนเมตร และปริมาณกรดแลคติกผลการศึกษาพบว่า สามารถคัดเลือกแบคทีเรียกรดแลคติกได้จำนวน 11 ไอโซเลท ที่สามารถเจริญได้ดีในหญ้าสกัด (OD600=0.508-0.593) โดยผลิตกรดแลคติกได้ประมาณร้อยละ 1.7-2.1 และเมื่อจำแนกแบคทีเรียด้วยวิธีการหาลำดับเบสของดีเอ็นเอในส่วน 16S rRNA พบว่าสามารถแยกได้ 3 จีนัส จัดออกเป็น 4 สปีชีส์ คือ Enterococcus gallinarum, Lactobacillus plantarum, Lactobacillus brevis และ Pediococcus pentosaceus โดยคัดเลือกแบคทีเรียที่เจริญได้ดีและผลิตกรดแลคติกได้สูงจำนวน 3 สายพันธุ์เพื่อใช้ในการศึกษาขั้นต่อไป&#xD;
จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของหญ้ารูซี่ หญ้ากินนี หญ้าขน และหญ้าคา พบว่า หญ้าขนมีค่าวัตถุแห้งอยู่ที่ร้อยละ 25.67 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการหมัก ในขณะที่หญ้ารูซี่ หญ้ากินนี และหญ้าคามีค่าวัตถุแห้งที่ร้อยละ 24.72, 22.72 และ 31.75 ตามลำดับ ซึ่งหญ้ารูซี่ หญ้ากินนี หญ้าขน และหญ้าคา มีปริมาณเชื่อใย ADE ที่ร้อยละ 25.66, 27.46, 26.71 และ 37.36 และ มีปริมาณเชื่อใย NDF ที่ร้อยละ 55.29-72.72 จากนั้นทำการหมักหญ้าขนร่วมกับแบคทีเรียสายพันธุ์ L. plantarum 107, P. pentosaceus 115 และ L. plantarum 309 ที่ 10^6 CFU/g ของวัสดุหมัก เป็นเวลา 30 วัน ในสภาวะไร้ออกซิเจน ผลการศึกษา พบว่า หญ้าขนที่ปรับสภาพด้วยแบคทีเรียสายพันธุ์ L. plantarum 107 มีคุณภาพของหญ้าหมักดีโดยมีค่าวัตถุแห้ง ปริมาณเยื่อใย ADF และปริมาณเยื่อใย NDF อยู่ที่ร้อยละ 18.94, 20.86 และ 50.70 ตามลำดับ &#xD;
จากการศึกษาศักยภาพ ในการผลิตก๊าซมีเทนจากการหมักร่วมระหว่างน้ำเสียจากสุกรและหญ้าขนหมักในระดับห้องปฏิบัติการ นําหญ้าขนที่ปรับสภาพด้วยแบกทีเรียสายพันธ์ L. plantarum 107 จากนั้นศึกษาอัตราส่วนการหมักร่วมที่เหมาะสมโดยใช้ชุดการทดลองขนาด 1 ลิตร (ปริมาตรการหมัก 800 มิลลิลิตร) ระหว่างน้ำเสียจากสุกรและหญ้าขนหมักที่อัตราส่วน 50:50, 60:40 และ 70:30 วัดปริมาตรก๊าซที่เกิดขึ้นทุกวันจนสิ้นสุดปฏิกิริยา ผลการศึกษาพบว่า การหมักร่วมของเสียจากสุกรและหญ้าขนหมักที่อัตราส่วน 50:50, 60:40 และ 70:30 สิ้นสุดปฏิกริยาการเกิดมีเทนเท่ากับ 353.7, 349.1 และ 377.6 มิลลิลิตร CH4/กรัม VSadded และมีศักยภาพในการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้ก๊าซมีเทนที่ร้อยละ 41.24 , 42.16 และ 42.64 ตามลำดับ จากการทดลองแสดงให้เห็นว่าการหมักร่วมระหว่างนํ้าเสียจากสุกรและหญ้าขนหมักในอัตราส่วน 70:30 มีประสิทธิภาพในการผลิตก๊าซมีเทนสูงสุด และมีระยะในการหมักที่สั้นที่สุด&#xD;
&#xD;
จากนั้นศึกษาประสิทธิภาพการผลิตก็าซมีเทนระหว่างน้ำเสียจากฟาร์มสุกรร่วมกับหญ้าขนหมักในสภาวะไร้ออกซิเจน โดยใช้อัตราส่วนที่ 70:30 ที่ระยะเวลาเก็บกัก 15, 20 และ 25 วัน ผลการศึกษาพบว่า ที่ระยะเวลากักเก็บที่ 15, 20 และ 25 วัน มีประสิทธิภาพในการกําจัดค่าซีโอดีที่ร้อยละ 45.5, 37.3 และ 34.2 และประสิทธิภาพในการกําจัดค่าของแข็งระเหยง่ายที่ร้อยละ 47.3, 43.7 และ 43.4 ตามลําคับ ซึ่งมีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P&gt;0.05) เมื่อพิจารณาการผลิตก๊าซมีเทนพบว่า&#xD;
ที่ระยะเวลาเก็บกัก15 วัน สามารถผลิตก๊าซมีเทนได้สูงสุดที่ 3,852 มิลลิลิตร CH4/กรัม VSadded และที่ระยะเวลาเก็บกักที่ 20 และ 25 วัน ผลิตก๊าซมีเทนได้ที่ 3,540 และ 3,466 มิลลิลิตร CH4 /กรัม VSadded ตามลําดับ</summary>
    <dc:date>2015-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลกระทบของการเกษตรบนพื้นที่สูงต่อการชะล้างพังทลายระดับไร่นา:กรณีศึกษา ชนเผ่าปกาเกอะญอ บ้านห้วยส้มป่อย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2139" />
    <author>
      <name>ประกายดาว ทรายคำ, Prakaydao Kaykum</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2139</id>
    <updated>2024-05-29T08:56:45Z</updated>
    <published>2008-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลกระทบของการเกษตรบนพื้นที่สูงต่อการชะล้างพังทลายระดับไร่นา:กรณีศึกษา ชนเผ่าปกาเกอะญอ บ้านห้วยส้มป่อย
Authors: ประกายดาว ทรายคำ, Prakaydao Kaykum
Abstract: การศึกษาผลกระทบของการเกษตรบนพื้นที่สูงต่อการชะล้างพังทลายของดิน โดยเลือกพื้นที่ทํากินแปลงใหญ่ที่สุดของชุมชนที่เรียกว่าแปลงรวม และทําการสุ่มเลือกตามระดับความลาดชันของพื้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ระดับที่ 1) พื้นที่ที่มีความลาดชันตั้งแต่ 0-11% ระดับที่ 2) พื้นที่ที่มีความลาดชัน 12-20 เปอร์เซ็นต์ ระดับที่ 3) พื้นที่ที่มีความลาดชัน 21-35 เปอร์เซ็นต์ และระดับที่ 4) พื้นที่ที่มีความลาดชัน 35 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นไป&#xD;
การศึกษาพบว่าพื้นที่มีการสูญเสียดินมากที่สุด(30.530 ตันต่อไร่ต่อปี) คือกลุ่ม&#xD;
ระดับความลาดชันที่ 4 ที่ปลูกกะหลํ่าปลีอย่างเดียวในรอบ เทียบกับค่ากรมพัฒนาที่ดินอยู่ในกลุ่มที่มี&#xD;
การเสียดินจากพื้นที่ขั้นรุนแรง และพื้นที่ที่มีการสูญเสียดินน้อยที่สุด คือกลุ่มระดับความลาดชัน&#xD;
ระดับที่3 การใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นไร่ร้าง การสูญเสียดินจากพื้นที่ 0.0009 ตันต่อไร่ต่อปี เทียบกับ&#xD;
ค่ามาตรฐานจัดอยู่ในกลุ่มที่มีการสูญเสียดินน้อยมาก และค่าการสูญเสียดินเนื่องจากการทํา&#xD;
การเกษตรจากแปลงรวมในปี 2548 มีค่าการสูญเสียดิน 4,100.81 ตัน ต่อปี การสูญเสียธาตุอาหาร&#xD;
และค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจ แปรผันตรงกับค่าการสูญเสียดิน ธาตุอาหารที่มีการสูญเสียมาก&#xD;
ที่สุคคือ ธาตุไนโตรเจนมีค่า 70.767 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เนื่องจากไนโตรเจนที่เคลื่อนที่ได้ดีในดิน&#xD;
จึง สูญเสีย เปลี่ยนรูป แปรสภาพได้ง่ายและเร็ว ส่วนฟอสฟอรัสสูญเสียน้อยที่สุด คือ0.000023&#xD;
กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี เนื่องจากเป็นธาตุอาหารที่มีปริมาณน้อยในทุกแปลงตัวอย่างเมื่อเทียบกับธาตุ&#xD;
อาหารอื่นๆ&#xD;
ค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจ มีค่าน้อยที่สุด คือ 0.05 บาทต่อไร่ต่อปี มากที่สุด&#xD;
2,247.70 บาทต่อ ไร่ต่อปี ค่าการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพื้นที่การเกษตรแปลงรวมในปี 2548 มีค่า&#xD;
387,808 บาท ต่อปี ปัจจัยเร่งหลักที่ก่อให้เกิคความรุนแรงของการสูญเสียดินจากการศึกษาในครั้งนี้&#xD;
คือ ปัจจัยด้านความลาดชันของพื้นที่ (S-factor)เป็นปัจจัยหลัก ส่วนปัจจัยรอง คือค่าปัจจัยด้านการ&#xD;
จัดการพืช (C-factor) และการอนุรักษ์ดิน (P-factor)</summary>
    <dc:date>2008-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาลักษณะการเจริญเติบโตและคุณภาพซากของโคขาวลำพูนในสภาพการเลี้ยงที่แตกต่างกัน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2136" />
    <author>
      <name>ประมวล เดชคง, Pramual Dejkong</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2136</id>
    <updated>2024-05-29T08:34:44Z</updated>
    <published>2012-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาลักษณะการเจริญเติบโตและคุณภาพซากของโคขาวลำพูนในสภาพการเลี้ยงที่แตกต่างกัน
Authors: ประมวล เดชคง, Pramual Dejkong
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะการเจริญเติบโต คุณภาพซาก และ ต้นทุนการผลิตของโคขาวลำพูนในสภาพการเลี้ยงของเกษตรกรและการเลี้ยงในฟาร์มทดลองของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ การทดลองที่ 1 ใช้โครุ่นเพศผู้อายุ 1.5-3.0 ปี ของฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขาวลำพูน อำเภอป่าซาง จำนวน 6 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 153.17+-33.06 กิโลกรัม และเกษตรกรอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน จำนวน 5 ตัว น้ำหนักเฉลี่ย 154.30+-39.70 กิโลกรัม การทดลองที่ 2 โคทดลองใช้โคขาวลำพูนรุ่นเพศผู้ไม่ตอนอายุเฉลี่ย 2.33+0.16 ปี น้ำหนักเฉลี่ย 155.58+-11.71 กิโลกรัม จำนวน 12 ตัว แบ่งการทดลองเป็น 2 กลุ่ม ตามน้ำหนักตัว ใช้สถิติ Paired sample T test โดยโคทดลองได้รับอาหารเสริมได้แก่ กากน้ำตาลหรือผลลำไยเกรดซี ในอัตรา 0.5% ของน้ำหนักตัว โคแต่ละตัวได้รับอาหารข้น (12% CP) ในอัตรา 0.5% ของน้ำหนักตัว และได้รับหญ้ารูซี่และ/หรือหญ้ากินนีสดอย่างเต็มที่ ทำการบันทึกน้ำหนักตัว อัตราการเจริญเติบโต คุณภาพซาก ต้นทุนค่าอาหาร และต้นทุนการผลิตของโคขาวลำพูนในสภาพการเลี้ยงของเกษตรกรและการเลี้ยงในฟาร์มทดลอง&#xD;
ผลการทดลอง พบว่าโคขาวลำพูนภายใต้การเลี้ยงของเกษตรกรมีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยต่ำเพียง 0.163 กิโลกรัม/วัน และโคขาวลำพูนภายใต้การเลี้ยงในฟาร์มทดลอง พบว่าอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ยของโคที่เสริมผลลำไยมากกว่าโคที่เสริมกากน้ำตาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (0.376 และ 0.315 กิโลกรัม/วัน ตามลำดับ) (P&lt;0.05) และมีแนวโน้มว่าอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็น น้ำหนักตัวของโคที่เสริมผลลำไขดีกว่าโคที่เสริมกากน้ำตาล (16.58 และ 19.25) (P=0.078) โคทั้งสองกลุ่มมีปริมาณการกินได้ของวัตถุแห้งไม่แตกต่างกัน แต่โคที่เสริมผลลำไยได้รับพลังงานรวมมากกว่าโคที่เสริมกากน้ำตาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (26.29 และ 25.37 เมกะแคลอรี่/วันตามลำดับ) (P&lt;0.05) และมีแนวโน้มได้รับโปรตีนรวมมากกว่า (447.63 และ 430.83 กรัม/วันตามลำดับ) (P=0.062) เปอร์เซ็นต์ซากอุ่นและเปอร์เซ็นต์เนื้อแดงของโคที่เสริมกากน้ำตาลและเสริมผลลำไย ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (P&gt;0.05) โดยมีเปอร์เซ็นต์ซากอุ่น 50.84 และ 51.42เปอร์เซ็นต์ และเปอร์เซ็นต์เนื้อแดง 60.31 และ 61.16 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แต่เปอร์เซ็นต์กระดูก ของโคที่เสริมด้วยกากน้ำตาล สูงกว่าโคที่เสริมด้วยผลลำไย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติยิ่ง (P&lt;0.01) โดยมีค่าเฉลี่ย 21.07 และ 19.10 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เปอร์เซ็นต์ซากอุ่น เปอร์เซ็นต์เนื้อแดง และเปอร์เซ็นต์กระดูกของโคขาวลำพูนที่เลี้ยงโดยเกษตรกร มีค่าเฉลี่ย 51.53, 59.54 และ 24.14เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ต้นทุนการผลิตโคขาวลำพูนของเกษตรกรเฉลี่ย 30.93 บาท/กิโลกรัม ส่วน ต้นทุนค่าอาหารของโคขาวลำพูนที่เสริมด้วยผลลำไยสูงกว่าโคที่เสริมกากน้ำตาลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (34.68 และ 28.06 บาท/กิโลกรัม ตามลำดับ) (P&lt;0.05)</summary>
    <dc:date>2012-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

