<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: ดุษฎีนิพนธ์</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/538" />
  <subtitle>ดุษฎีนิพนธ์</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/538</id>
  <updated>2026-04-11T19:13:23Z</updated>
  <dc:date>2026-04-11T19:13:23Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การผลิตและการตลาดไข่ไก่ในจังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2067" />
    <author>
      <name>ทรงเกียรติ กุญชร</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2067</id>
    <updated>2024-04-05T08:35:11Z</updated>
    <published>2000-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การผลิตและการตลาดไข่ไก่ในจังหวัดเชียงใหม่
Authors: ทรงเกียรติ กุญชร
Abstract: การศึกษาเรื่องการผลิตและการตลาดไข่ไก่ในจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งประเด็นความสนใจศึกษาปัจจัยทางด้านสังคมและปัจจัยทางด้านการผลิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะทราบถึง 1) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลผลิตไข่ไก่ของเกษตรกรในจังหวัดเชียงใหม่ 2 ลักษณะและภาวะการตลาด ตลอดจนความเคลื่อนไหวราคาไข่ไก๋ในจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย ข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่จำนวน 48 ราย สำหรับข้อมูลทางด้านการตลาดได้จากการสัมภาษณ์พนักงานบริษัทและผู้ประกอบการ ส่วนข้อมูลทุติยภูมิเกี่ยวกับราคาไข่ไก่ เพื่อใช้วิเคระห์ความเคลื่อนไหวราคา ได้รวบรวมจากหน่วยงานต่าง ๆ ดังนี้ คือ บริษัทลานนากสิกิจในเครือเจริญโคภัณฑ์ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรภาคเหนือ ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้การประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ไข่ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ไม่จำเป็นต้องมีการศึกษาสูงและไม่จำกัดเพศก็สามารถเลี้ยงไก่ไข่ได้ เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ส่วนใหญ่มีที่ดินเป็นของตนเองส่วนมากอยู่ในวัยกลางคน เนื่องจากอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่เป็นอาชีพที่ต้องใช้เงินลพอสมควรสำหรับเกษตรกรโดยทั่วไปและเป็นการลงทุนในระยะยาว ดังนั้นปัจจัยเกี่ยวกับที่ดินทุนและแรงงาน ถือเป็นปัจจัยทางด้านความพร้อมของเกษตรกร การตัดสินใจเข้าสู่อาชีพการเลี้ยงไก่ไข่ของเกษตรกร เนื่องจากเกษตรกรเล็งเห็นว่าโอกาสสร้างรายได้ให้สูงมีมาก และเกษตรกรส่วนใหญ่ประสบปัญหาราคาและตลาดสินค้าเกษตรชนิดอื่นไม่แน่นอน ซึ่งเกษตรกรส่วนมากประกอบอาชีพเกษตรผสมผสานและอาชีพการเลี้ยงไก่ไข่สามารถเสริมเข้ากับอาชีพหลักได้เป็นอย่างดี โดยการเลี้ยงไก่ไข่ภายใต้ระบบสัญญา ผูกพันที่อำนวยผลประโยชน์ให้แก่เกษตรกรทางด้านปัจจัยการผลิต การมีตลาดและราคาที่แน่นอน ซึ่งเกษตรกรรับภาระความเสี่ยงทางด้านการผลิตเพียงประการเดียวปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปริมาณผลผลิตไไก่อย่างสำคัญคือ จำนวนไก่ไข่เริ่มเลี้ยงค่าอาหารปัจจัยสิ่งแวดล้อมคือโรงเรือนระบบปีด และปัจจัยแรงงานตามลำดับการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมโดยวิธีวัดค่า HerfindahI Summary Index (HSI)มีค่าเท่ากับ 0.54 แสดงว่าลักษณะโครงสร้างการตลาดเป็นตลาดแข่งขันกึ่งผูกขาด มีการรวมกลุ่มกันของผู้ประกอบการรายใหญ่ในนามชมรมผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่ โดยมีบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัท อาร์.พี. เอ็ม ฟาร์มแอนด์ฟิด เป็นผู้นำด้านราคาเนื่องจากมีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดร้อยละ 28.70 และ 25.11 ตามลำดับส่วนเหลื่อมการตลาดไข่ไก่เท่ากับ 0.64 บาท/ฟอง หรือคิดเป็นร้อยละ 28.70 ของราคาขายปลีก เนื่องจากตลาดไข่ไก่มีผู้ประกอบการหลายระดับทำหน้าที่กระจายผลผลิตไข่ไก่จากฟาร์มผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคซึ่งแต่ละขั้นตอนมีค่าใช้จ่ายการตลาดและผลกำไรของผู้ประกอบการเกิดขึ้นสำหรับการเคลื่อนไหวของราคาไข่ไก่มีอิทธิพลของแนวโน้มระยะยาวโดยราคาไข่ไก่จะเพิ่มขึ้นเดือนละ 0.001859 บาท/ฟอง ราคาจะสูงสุดในเดือนสิงหาคมและต่ำสุดในเดือนมีนาคม เพราะเดือนสิงหาคมมีพายุฝนเกิดขึ้นบ่อยทำให้ปริมาณไข่ไก่ลดลงและเดือนมีนาคมราคาไข่ไก่ตกต่ำเนื่องจากปริมาณไขไก่สะสมจากช่วงฤดูหนาว และเข้าสู่ช่วงการปิดภาคเรียนามต้องการไข่ไก่ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาลดลง สำหรับเหตุการณ์ไม่สถานการณ์ชายแดนกับประเทศพม่าสงผลกระทบทางบวกต่อราคาไข่ไก่เท่ากับ 0.0772 บาพฟอง ส่งผลกระทบทางลบต่อราคาไข่ไก่เท่ากับ 0.0686 บาท/ฟอง และในช่วงเวลาที่ทำการศึกษา ไม่ปรากฏอิทธิพลของวัฎจักรข้อเสนอแนะสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไขในอนาคต ควรเลี้ยงไก่ไข่ในโรงเรือนระบบปิดควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งต้นทุนการผลิตไข่ไก่จะต่ำกว่าและไก่ไข่ให้ผลผลิตสม่ำเสมอ ตลอดปีสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายใหม่ควรเลี้ยงไกไข่ภายใต้ระบบสัญญาผูกพัน เกษตรกรจะได้รับประโยชน์จากการถ่ายทอดวิทยาการ เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต การตลาดและราคาซึ่งเป็นการลดความเสี่ยงสำหรับเกษตรกรรายใหม่สำหรับการแก้ไขปัญหาด้านการตลาดไข่ไก่ ควรขยายฐานการบริโภคไข่ไก่โดยการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้มีการบริโภคไข่ไก่เพิ่มขึ้น โดยเน้นให้เห็นคุณค่าทางโภชนาการของไข่ไก่"</summary>
    <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างประเทศในการมาท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2066" />
    <author>
      <name>ธีระวิทย์ พรายแย้ม</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2066</id>
    <updated>2024-04-05T08:19:57Z</updated>
    <published>2002-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างประเทศในการมาท่องเที่ยว จังหวัดเชียงใหม่
Authors: ธีระวิทย์ พรายแย้ม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1)ทัศนคติของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มีต่อคำใช้จ่ายในการเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเขียงใหม่ 2)พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่างระเทศที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ 3) ความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวต่างประเทศมีต่อปัจจัยดึงดูดในการมาท่องเที่ยวและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้สุ่มตัวอย่างจากกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 400 ราย โดยวิธีการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามภาษาอังกฤษ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ SPSS ผลการวิจัย พบว่า นักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่เดินทางมาจากทวีปยุโรปและประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด โดยส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวเป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 15 - 24 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรีมากที่สุดส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทเอกชน และมีรายได้น้อยกว่า 1,000 US $ ต่อเดือนแหล่งข้อมูลนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาพักผ่อนในจังหวัดเชียงใหม่มากที่สุดทางด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ส่วนใหญ่ได้รับทราบจาก เพื่อนญาติมากที่สุดและเพียงพอแก่ความต้องการ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไม่เคยมาเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่มาก่อน และ เดินทางโดยเครื่องบิน ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครและเดินทางโดยสายการบินไทยมากที่สุดนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางโดยไม่ใช้บริการบริษัททัวร์ ระยะเวลาเฉลี่ยที่นักท่องเที่ยวพำนักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 4 - 7 วัน ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการ และนิยมที่จะพักแรมในโรงแรมมากที่สุดนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ มีความคิดเห็นว่า ค่าใช้จ่ายทางด้านที่พัก ค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการทัวร์ ค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าและของที่ระลึก ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวสถานที่บันเทิง และค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด อยู่ในระดับปานกลาง สำหรับค่าใช้จ่ายทางด้านอาหารและเครื่องดื่มมีราคาถูกปัจจัยที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ได้แก่ สภาพภูมิทัศน์ที่สวยงาม, ความเป็นมิตรของผู้คน, วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตของคนท้องถิ่น, โบราณสถานและสถานที่ประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ และอากาศที่ปราศจากมลพิษ ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ของนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้แก่ปัญหามลพิษทางน้ำและทางอากาศ และการเอารัดเอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างประเทศ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ต้องการเดินทางกลับมาท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่อีกครั้ง สิ่งที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศต้องการให้อนุรักษ์ไว้ในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ โบราณสถานที่เก่าแก่, ความเป็นมิตรของผู้คนท้องถิ่น, ธรรมชาติที่สวยงาม และวัฒนธรรมที่ดีงามสิ่งที่นักท่องเที่ยวต้องการให้ปรับปรุงได้แก่ ปัญหาการจราจรที่ติดขัดกับสภาพถนนที่แคบ, ปัญหามลพิษทางอากาศและน้ำ, ปรับปรุงด้านข้อมูลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่, ปัญหาทางด้านความสะอาดของโบราณสถานที่เก่าแก่ ตลาดสดอาหาร และไนท์บาร์ซ่า , ปัญหาทางเดินเท้า และปัญหาสิทธิสตรีมิให้มาขายบริการทางเพศแหล่งท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวประทับใจในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ภูเขา, น้ำตก, ทัวร์ป่า, น้ำพุร้อน, วัด , อนุสาวรีย์, งานแสดงวัฒนธรรม และงานประเพณีทางเหนือ มีระดับความพอใจอยู่ในระดับสูงในการทดสอบสมมติฐานปัจจัยส่วนบุคคลและระดับความพอใจของแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ พบว่าเพศของนักท่องเที่ยวต่างประเทศกับระดับความพอใจที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดเชียงใหม่ประเภทงานแสดงวัฒนธรรมในจังหวัดเชียงใหม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ"</summary>
    <dc:date>2002-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ปัจจัยกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด ของประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1455" />
    <author>
      <name>ปราโมทย์, บุญตันจีน</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1455</id>
    <updated>2023-05-26T03:20:26Z</updated>
    <published>2020-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ปัจจัยกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำและอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายจังหวัด ของประเทศไทย
Authors: ปราโมทย์, บุญตันจีน
Abstract: การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ที่จะเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนคำร้างขั้นด่ำในระดับ จังหวัดและหาตัวแบบ (Model) เพื่อคำนวณหาค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมในระดับจังหวัด จากผลการ วิเคราะห์องค์ประกอบพบว่าปัจจัยที่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) ค่าใช้จ่ายและรายได้ ของแรงาน 2) ความสามารถของผู้ประกอบการและสภาพเศรษฐกิจ และผลของแบบจำลองทั้งวิธีการ ประมาณค่าเอนโทรปีสูงสุดทั่วไป (Generalized Maximum Entropy: GME) และวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinany Least Squares: OLs) ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยที่กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำที่สำคัญ คือ ดัชนีราคา ผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นค่าใช้จ่ายของแรงงานและรายได้ของแรงงาน และผลิตภัณฑ์มวลรวม จังหวัดที่แท้จริง เป็นตัวแทนด้านความสามารถของผู้ประกอบการและสภาพเศรษฐกิจ จากผลการประมาณค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายพบว่า การประมาณด้วยวิธีที่ศึกษานี้ให้ผลที่ดีกว่า กล่าวคือค่าจ้างขั้นต่ำที่ประมาณการได้นั้นมีความสอดคล้อง ให้ใกล้เคียงและเพียงพอกับคำาใช้จ่ายที่จำเป็นของแรงงานทั้งค่าใช้จ่ายตามอัตภาพและคุณภาพช่อง แรงงานมากกว่าซึ่งไม่ต่ำเกินไปทำให้แรงงานไม่สามารถดำรงชีพอยู่ใด้และไม่สูงเกินไปจนเป็นภาระต้นทุน ของผู้ประกอบการ อีกทั้งยังพบว่าค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ย 300 บาท/วัน ควรจะเริ่มใช้ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยด้านความจำเป็นของลูกจ้างและสภาพเศรษฐกิจและสังคมในขณะนั้น จากผลการวิเคราะห์การตอบสนอง (Impulse Response Analysis) ของตัวแปรพบว่าเมื่อเกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของตัวแปร การปรับตัวของค่าจ้างขั้นต่ำในตลาดเพื่อเข้าสู่ดุลยภาพจะใช้ เวลานานมากเกินกว่า 30 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการต่อรองในลักษณะการต่อรองร่วม (Collective Bargaining) ของฝ่ายลูกจ้างและฝ่ายนายจ้างผ่านกลไกการตลาดนั้นคงทำงานได้ไม่สมบูรณ์ จากผลการศึกษาเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญว่าในการพิจารณากำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ สามารถพิจารณาเพียง 2 กลุ่ม โดยใช้ปัจจัยกลุ่มความจำเป็นของลูกจ้าง คือ ดัชนีราคาผู้บริโภค และ ปัจจัยกลุ่มเศรษฐกิจและสังคม คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดที่แท้จริง และการแทรกแซงโดยรัฐผ่าน การกำกับดูแลด้วยกระบวนการของคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำยังคงมีความจำเป็น</summary>
    <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินเชื่อสหกรณ์การด้วยชอฟต์แวร์ประยุกต์บนกลุ่มเมฆ</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1447" />
    <author>
      <name>โกวิทย์, เจนครองธรรม</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1447</id>
    <updated>2023-05-26T02:59:01Z</updated>
    <published>2020-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินเชื่อสหกรณ์การด้วยชอฟต์แวร์ประยุกต์บนกลุ่มเมฆ
Authors: โกวิทย์, เจนครองธรรม
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการและข้อมูลการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตร รวมทั้งประสิทธิภาพการใช้เทโนโลยีสารสนเทศในการบริหาร จัดการสินเชื่อสหกรณ์การเกษตร โดยทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือ จำนวน 212 สหกรณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิตีที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จำนวน ร้อยละ และวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยใช้ตัวแบบ DEA (Data Envelopment Analysis เปรียบเทียบกับค่าเฉลียคะแนนประสิทธิภาพการใช้ทนโลยีสารสนเทศในการบริหาร จัดการสินเชื่อสหกรณ์การเกษตร 2) พัฒนาชอฟต์แวร์ประยุกต์บนกลุ่มเมฆสำหรับการบริหารจัดการ สินเชื่อสหกรณ์การเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาชอฟต์แวร์ประยุกต์โดยวิธีการต้นแบบ (Prototyping Process) เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากกลุ่มตัวอย่างผู้จัดการและเจ้าหน้าที่สินเชื่อของสหกรณ์การเกษตรที่ต้องการทดลอง ใช้ชอฟต์แวร์ประยุกต์ 3 แห่ง จำนวน 15 คน 3) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินเชื่อ สหกรณ์การเกษตรก่อนและหลังใช้ชอฟต์แวร์ประยุกต์บนกลุ่มเมฆ ใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pretest and Posttest Design เปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองใช้งาน กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการทดลองเป็นผู้จัดการและเจ้าหน้าที่สินเชื่อของสหกรณ์สหกรณ์การเกษตร 3 แห่ง จำนวน 15 คน วิเคราะห์สถิติ Paired Sample t-test โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPS และ วิเคราะห์หาคำดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) ผลการวิจัย มีดังนี้ 1) สภาพปัญหา ความต้องการและข้อมูลการดำเนินการของสหกรณ์การเกษตรที่ได้ศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจสินเชื่อโดยเฉพาะงานสินเชื่อมีปัญหาในการใช้งานชอฟต์แวร์ที่มีอยู่มาก ที่สุดเนื่องจากไม่รองรับเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ส่วนใหญ่ต้องการให้มีการปรับปรุงชอฟต์แวร์ ประยุกต์เดิมให้ตรงตามความต้องการมากขึ้นโดยยังไม่ต้องการเปลี่ยนไปใช้ชอฟต์แวร์ประยุกต์ใหม่ เนื่องจากมีราคาแพงและไม่มีงบประมาณเพียงพอ แต่ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการบริหาร จัดการสินเชื่อและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสหกรณ์การเกษตรพว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี จะมี (4) ปัญหาเฉพาะส่วน การผิดนัดชำระหนี้ การแข่งขันการดำเนินธุรกิจสินเชื่อจากหน่วยงานภายนอก ค่อนข้างสูง และการสนับสนุนจากภาครัฐยังมีไม่มากพอ ชอฟต์แวร์ประยุกต์ยังไม่สอดคล้องกับ การปฏิบัติงานจริง ไม่สามารถรองรับกับอุปกรณ์อื่นที่สหกรณ์มีอยู่ได้ และไม่สามารถขยาย การให้บริการได้อย่างทั่วถึง เมื่อนำมาหาค่าเฉลี่ยคะแนนประสิทธิภาพการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการบริหารจัดการสินเชื่อสหกรณ์การเกษตรพบว่ามีค่าเฉลี่ย 3.43 คะแนน ส่วนการวิเคราะห์ ประสิทธิภาพการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตร พบว่า สหกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่ มีประสิทธิภาพการดำเนินงานค่อนข้างต่ำ โดยมีค่าเฉลี่ยระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน 1.77 คะแนน แสดงให้เห็นว่าการบริหารจัดการสินเชื่อและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสหกรณ์ การเกษตรมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูง แต่การดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรที่ได้จากการวิเคราะห์ รายงานผลการดำเนินงานและฐานะการงินสหกรณ์มีประสิทธิภาพค่อนข้างต่ำ 2) จากการศึกษาซอฟต์แวร์ประยุกต์เดิมที่ใช้บริหารจัดการสินเชื่อยังไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร ยังไม่สอดคล้องกับการปฏิบัติงานของสหกรณ์การเกษตรในปัจจุบัน ผู้วิจัยได้มีการพัฒนาชอฟต์แวร์ประยุกต์บนกลุ่มเมฆเพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร จัดการสินเชื่อ ประกอบด้วย 7 ส่วนงาน ได้แก่ การขอกู้เงิน การอนุมัติสัญญา การจ่ายเงินกู้ให้สมาชิก การชำระหนี้ การพิมพ์สัญญา การติดตามหนี้ การประมวลผลสอบทานหนี้ 3) ผลการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินเชื่อสหกรณ์การเกษตรก่อนและ หลังใช้ชอฟต์แวร์ประยุกต์ต้นแบบ คะแนนค่าเฉลี่ยก่อนและหลัง 62.87 และ 119.73 ตามลำดับ คำดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.85 แสดงได้ว่าการนำซอฟต์แวร์ประยุกต์มาใช้ในการดำเนินงานของ สหกรณ์การเกษตรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินเชื่อได้ โดยทุกปัจจัยในด้านบริหารจัดการสินเชื่อและด้านเทคโนโสยีสารสนเทศ มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นแบบมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</summary>
    <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

