<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: ดุษฎีนิพนธ์</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/500" />
  <subtitle>ดุษฎีนิพนธ์</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/500</id>
  <updated>2026-04-11T22:44:40Z</updated>
  <dc:date>2026-04-11T22:44:40Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การเพิ่มมูลค่าสาหร่ายน้ำจืดเป็นอาหารสุขภาพชนิดเจล</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1456" />
    <author>
      <name>รัตนาภรณ์, จันทร์ทิพย์</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1456</id>
    <updated>2023-05-26T03:21:55Z</updated>
    <published>2019-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเพิ่มมูลค่าสาหร่ายน้ำจืดเป็นอาหารสุขภาพชนิดเจล
Authors: รัตนาภรณ์, จันทร์ทิพย์
Abstract: สาหร่ายไก (Rhizoclonium hieroglyphicum (C. Agardh) Kitzing) และสาหร่ายเตา (Spirogyra neglecta (Hassall) Kutzing เป็นสาหร่ายน้ำจืดสีเขียวที่นิยมนำมาบริโภคเป็น อาหารพื้นบ้านทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ถูกนำมาสกัดด้วยน้ำได้เป็นสารสกัดสาหร่ายไก (RE) และสารสกัดสาหร่ายเตา (SE) จากนั้นนำมาวิเคราะห์หาปริมาณ สารประกอบฟินอลิก และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ก่อนนำมาพัฒนาสูตรสารสกัดผสมสาหร่ายทั้ง 2 ชนิด (RSE) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ทางชีวภาพ โดยนำ RSE ไปวิเคราะห์ปริมาณสารประกอบฟีนอลิก และทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระก่อนถูกนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพชนิดเจล (RSP) 4 สูตร ผลิตภัณฑ์นำไปทดสอบการยอมรับในอาสาสมัครเพื่อให้ได้สูตรที่ดีที่สุด และทดสอบ ประสิทธิภาพของ RSE และ RSP ต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือด ไตรกลีเซอไรด์ และคอเลสเตอรอล ในหนูขาว รวมถึงการวัดระดับเอนไซม์ต้านออกซิเดข้น ผลการสกัด RE และ SE ให้ปริมาณสารสกัด 46.97% และ 35.518 ตามลำดับ พบสารประกอบฟินอลิกใน SE (107.02 mgGAE/g extract) ปริมาณสูงกว่า RE (8.58 mgGAE/g extract) และเมื่อวิเคราะห์ปริมาณไอโซเควอชิทินในสารสกัด RE และ SE ด้วยเทคนิคลิควิดโครมาโทกราฟี-แมสเปกโทเมทรี (LC-MS) พบว่า มีปริมาณ 264 และ 288 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมตามลำดับ ฤทธิ์ขจัดอนุมูลอิสระเอบีทีเอสของ RE และ SE มีค่า 4.95 และ 379.01 mM TEAC/g extract ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่าสารสกัดทั้ง 2 ชนิดมีสารไอโซเควอซิทิน เป็นสารฟีนอลิกที่ทำให้สารสกัดมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระได้ ผสการทดสอบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ RSP พบว่า ระดับความเข้มข้น 0. 59 ของ ควรได้รับการยอมรับของสี กลิ่น เนื้อสัมผัส มีปริมาณ สารประกอบฟีนอลิกรวม 42.3 1 MgGAE/ s extract มีฤทธิ์ขจัดอนุมูลอิสระเอบีทีเอส ตีพีพีเอซ และ อนุมูลซุปเปอร์ออกไซด์ เท่ากับ 1115.28 mM TEAC/g extact , 33:17 และ 139.44 mgGAE/g extract ตามลำดับ และผลการทดสอบความชอบโดยรวมในอาสาสมัครที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป พบว่ามีความพึงพอใจในระดับชอบมากถึงชอบมากอย่างยิ่ง ส่วนผลการทดสอบในกลุ่มหนูขาวที่มี ภาวะเบาหวานและได้รับการป้อน RSE และ RSP ขนาด 500 มก/กก. เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่า RSE และ RSP สามารถลดระดับน้ำตาล (38.539 และ 41.289) ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ (2.96% และ 36.849) และคอเลสเตอรอลรวมลดลง (25. 98%6 และ 21.0796) นอกจากนี้ทั้ง RSE และ RSP ยังสามารถลดระดับมาลอนไตอัลตีไฮต์ และเพิ่มระดับเอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ติสมิวเทสได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เนื่องจาก RSE และ RSP มีสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูล อิสระ มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มความไว้ในการตอบสนองฮอร์โมนอินจูลิน ช่วยลคคอเลสตอรอล และเพิ่มระดับของเอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ดังนั้นทั้ง RSE และผลิตภัณฑ์ 3รP ที่พัฒนาขึ้นจากการผสมสารสกัดสหว่ายทั้ง 2 ชนิด เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภามในการควบคุมระดับน้ำตาล ลดคอเลสเตอรอลและลดภาวะเครียดออกชิเดชันในผู้ป่วยที่มีภาวะเบาหวานได้</summary>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก กรณีศึกษา บ้านโฮ่งนอก หมู่ที่ 10 ตำบลแม่แรม อำเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1444" />
    <author>
      <name>ทศพร, พวงงาม</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1444</id>
    <updated>2023-05-26T02:42:55Z</updated>
    <published>2019-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก กรณีศึกษา บ้านโฮ่งนอก หมู่ที่ 10 ตำบลแม่แรม อำเภอแมริม จังหวัดเชียงใหม่
Authors: ทศพร, พวงงาม
Abstract: บทคัดย่อ&#xD;
การศึกษาการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก กรณีศึกษา บ้านโอ่งนอก หมู่ 10 ตำบล แม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทชุมชนและบริบทเกษตรกรชุมชน บ้านฮ่งนอก 2) สร้างกระบวนการรวมกลุ่ม เกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก ชุมชนบ้านโฮ่งนอก 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิต ปุ๋ยหมัก ชุมชนบ้านโอ่งนอก มีเกษตรกรเป้าหมาย จํานวน 20 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการจัดฝึกอบรม และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงคุณภาพ (Qualitative Data Analysis) โดยเป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนา และเชิงปริมาณโดยใช้ค่า ทางสถิติ ได้แก่ ความถี่ และร้อยละ ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนบ้านโฮ่งนอก มีลักษะณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบ อาชีพทำนาเป็นส่วนใหญ่ และมีการใช้ปุ๋ยเคมีในการปลูกข้าว และพืชผัก แต่พบปัญหาทรัพยากรดินและผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจึงมีความสนใจที่จะรวมกลุ่มผลิตปุ๋ยหมัก จึงเกิดการวิจัยแบบมีส่วนร่วมใน การดำเนินการรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก โดยใช้กระบวนการสร้างกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตปุ๋ยหมัก บ้านโฮ่งนอก ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนคือ 1) สืบสภาพปัญหาภายในและการวิเคราะห์ปัญหา 2) เกษตรกรเกิดความต้องการและปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหา 3) ตัดสินใจและจัดประชุมระดม ความคิดเพื่อสร้างกลุ่ม 4) สร้างกฎระเบียบ และ 5) วางแผนดำเนินการ สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการรวมกลุ่ม พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มักมีเวลาว่างไม่ตรงกัน เกษตรกรบางคนยังยึดติดกับการทำเกษตรแบบเคมี ไม่มีความมั่นใจในคุณภาพของปุ๋ยหมัก เกษตรกรขาดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการรวมกลุ่มและขาดการแสดงความคิดเห็นต่อส่วนรวม กลุ่มจึงมี ความต้องการให้ภาคส่วนต่าง ๆ สนับสนุนในการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มเพื่อเริ่มต้นการดำเนินการจน นำไปสู่ความยั่งยืนต่อไป</summary>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับภาควิชา โครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1442" />
    <author>
      <name>ธนัตศักดิ์, ชัยยศ</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1442</id>
    <updated>2023-05-26T02:34:29Z</updated>
    <published>1999-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับภาควิชา โครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
Authors: ธนัตศักดิ์, ชัยยศ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร 2) ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการที่มีต่อการดำเนินงาน โครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร 3) เปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกับเจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร 4) เปรียบเทียบความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร 5) ปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 คือ เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร 46 ราย และเจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 56 ราย รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 102 ราย ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากประชากรทั้งหมด สำหรับประชากร กลุ่มที่ 2 คือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ผู้วิจัยได้สุ่มตัวอย่างแบบมีระบบได้เกษตรกร 85 ราย รวมผู้ให้ข้อมูล 2 กลุ่มทั้งสิ้น 187 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามที่ได้ผ่านการทดสอบความตรงและความเที่ยงแล้ว ข้อมูลได้วิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ เจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการมีลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและ สังคมดังนี้ 1) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเกือบทั้งหมดเป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 43 ปี ส่วนมากแต่งงานและมีบุตรแล้ว การศึกษาส่วนใหญ่จบปริญญาตรี รายได้เฉลี่ย 15,920 บาท/ เดือน มีระยะเวลาทำงานเฉลี่ย 18 ปี และมีที่ดินเป็นของตนเองเฉลี่ย 36 ไร่ 2) เจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเกือบทั้งหมดเป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 49 ปี ส่วนมากแต่งงานและมีบุตรแล้ว ส่วนใหญ่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ย 18,886 บาท/เดือน มีระยะเวลาทำงานเฉลี่ย 15 ปี และมีที่ดินเป็นของตนเองเฉลี่ย 29 ไร่ 3) ในส่วนเกษตรกรเกือบทั้งหมดเป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 49 ปี ส่วนมากแต่งงานและมีบุตรแล้ว ส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา มีรายได้เฉลี่ย 3,612 บาท/เดือน มีที่ดินเป็นของตนเองเฉลี่ย 29 ไร่ สำหรับแหล่งสินเชื่อที่ใช้กู้ยืมคือธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 /ปี ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร ผลการวิจัยสรุปได้ว่า เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรเห็นด้วยในระดับมากต่อการดำเนินงานโครงการทั้ง 7 ขั้นตอน ส่วนเจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเห็นด้วยในระดับมาก 6 ขั้นตอน มีเพียงขั้นตอนเดียวที่ระบุว่าเห็นด้วยในระดับน้อย คือ การจัดทำทางเลือกสำหรับเกษตรกร การเปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกับเจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้าง และระบบการผลิตการเกษตร ผลการวิจัยโดยการเปรียบเทียบจากค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสรุป ได้ว่า ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีค่าระดับคะแนนเฉลี่ยเห็นด้วยในระดับมากต่อวิธีการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร มีเพียงการดำเนินงานในด้านการจัดทำร่าง เลือกที่เจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรมีค่าระดับคะแนนเฉลี่ย เห็นด้วยในระดับน้อย แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าผู้ให้ข้อมูลทั้งสองกลุ่มจะมีระดับความคิดเห็น ในระดับเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย พบว่าเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรมีความคิดเห็น คือ ประเด็นต่าง ๆ ดังกล่าวในระดับที่สูงกว่าเจ้าพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร สำหรับผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่มีต่อการดำเนินงานโครงการปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตรนั้น ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติใน ด้าน 1) การกำหนดพื้นที่เป้าหมาย 2) การเสนอทางเลือกการผลิต 3) การสำรวจความต้องการของเกษตรกร 4) การช่วยเกษตรกรจัดทำแผนการผลิต สำหรับด้านดำเนินการด้าน อื่น ๆ พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ 1) ในด้านการสนับสนุนแผนการผลิตของเกษตรกร 2) การจัดทําการเลือก และ 3) การติดตามนิเทศ และรายงานผลสำหรับปัญหาและอุปสรรคของเจ้าหน้าที่และเกษตรกรที่มีต่อการดำเนินงาน โครงการ คปร. ทั้ง 7 ขั้นตอน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การกำหนดพื้นที่เป้าหมาย พบว่า พื้นที่เป้าหมายไม่มีความเหมาะสม 2) การจัดท่าทางเลือก พบว่า เกษตรกรไม่มีส่วนรวมในการจัดทําทางเลือกและทางเลือก ไม่คำนึงถึงตลาด 3) การเสนอทางเลือก พบว่า เกษตรกรขาดความรู้ทำให้เป็นปัญหาในการเสนอทางเลือก และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมไม่เสนอข้อมูลที่แท้จริง ให้เกษตรกรตัดสินใจ 4) การสำรวจความต้องการของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรไม่มีความมั่นใจในโครงการ และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมขาดการคัดเลือกเกษตรกรที่มีคุณภาพ 5) การช่วย เกษตรกรจัดทําแผนการผลิต พบว่า เกษตรกรขาดความรู้ ความสนใจในการจัดทำแผนการผลิต และเจ้าหน้าที่ขาดการรับผิดชอบในการช่วยเกษตรกรจัดทำแผนการผลิต 6) การสนับสนุนแผนการผลิต พบว่า การสนับสนุนแผนการผลิตมีความล่าช้า ไม่ทันฤดูกาล รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมและให้คำแนะนำน้อย 7) การติดตามนิเทศ และรายงาน พบว่า เจ้าหน้าที่ขาดการติดตามและนิเทศงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ</summary>
    <dc:date>1999-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเกษตรกรปราดเปรื่องสำหรับงานส่งเสริมการเกษตร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1433" />
    <author>
      <name>กัลยาณี, ประเสริฐขรวงศ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1433</id>
    <updated>2023-05-26T01:52:15Z</updated>
    <published>2020-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเกษตรกรปราดเปรื่องสำหรับงานส่งเสริมการเกษตร
Authors: กัลยาณี, ประเสริฐขรวงศ์
Abstract: กรมส่งเสริมการเกษตรทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง อย่างไรก็ตาม พบว่าคู่มือการดำเนินโครงการควรเพิ่มเติมในส่วนหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับพัฒนาสมรรถนะของเกษตรกรทั่วไปให้มีคุณสมบัติพื้นฐาน 6 ข้อ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดไว้ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตร์ฝึกอบรมเกษตรกรปราดเปรื่อง โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดแพร่ ผลการศึกษาพบว่า เกษตรกรต้องการให้เนื้อหาหลักสูตรเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเกษตรที่ทันสมัย ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วง 46 - 60 ปี เป็นเกษตรกรโดยสืบทอดอาชีพเกษตรมาจากบรรพบุรุษ ผลการวิเคราะห์สมรรถนะของเกษตรกรทั่วไป 400 คน พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ผ่านคุณสมบัติตามเงื่อนไขการเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลและสังเคราะห์ข้อมูลมาเป็นแนวทางในการพัฒนาโครงร่างหลักสูตรฝึกอบรมเกษตรกรปราดเปรื่องสำหรับงานส่งเสริมการเกษตร ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญและกระบวนการสนทนากลุ่มปรับปรุงหลักสูตรและนำไปทดลองใช้กับเกษตรกรผู้เข้าร่วมฝึกอบรม จำนวน 28 คน พบว่าระดับความรู้ ความเข้าใจ หลังเรียนมีคะแนนการประเมินสูงกว่าก่อนเรียน ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% สมรรถนะของเกษตรกรหลังเรียน 28 คน (คะแนนเต็ม 35 คะแนน) มีคะแนนสูงสุด 34 คะแนน คะแนนต่ำสุด 9 คะแนน และคะแนนเฉลี่ย 24.79 คะแนน ความพึงพอใจหลังการฝึกอบรม พบว่าวิทยากรแต่ละรายวิชา มีความเหมาะส่ม อยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด x = 4.64) ในส่วนการนำไปใช้ประโยชน์ในการประกอบอาชีพด้านการเกษตร พบว่ากลุ่มคุณสมบัติข้อที่ 6 มีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรได้รับความนิยมมากที่สุด ทั้งนี้เกษตรกรและนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรมีทัศนคติว่าหลักสูตรฝึกอบรมสามารถนำไปใช้พัฒนาเกษตรกรในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง โดยสามารถยกระดับเกษตรกรทั่วไปให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่องได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นประโยชน์ต่องานส่งเสริมการเกษตร</summary>
    <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

