<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Community: คณะ วิทยาลัยและสถาบัน</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/479" />
  <subtitle>คณะ วิทยาลัยและสถาบัน</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/479</id>
  <updated>2025-10-22T19:35:37Z</updated>
  <dc:date>2025-10-22T19:35:37Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแพร่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2198" />
    <author>
      <name>คมศักดิ์ โสภารัตน์, komsak soparat</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2198</id>
    <updated>2024-07-03T04:05:28Z</updated>
    <published>1998-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแพร่
Authors: คมศักดิ์ โสภารัตน์, komsak soparat
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจ และสังคมของเจ้าหน้าที่บำไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแพร่ 2) ระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บำไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแพร่ 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บำไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่าในท้องที่จังหวัดแพร่ 4)ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่บำไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาปา ในท้องที่จังหวัดแพร่ ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือ เจ้าหน้าที่บำไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแพร่ จำนวนทั้งสิ้น 123 คน โดยรวบรวมข้อมูลจากประชากร ทั้งหมด และใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้นตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย และผ่านการทดสอบความตรงและความเที่ยงแล้ว จากนั้นนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสถิติสำเร็จรูป เพื่อการวิจัยทางลังคมศาสตร์ (SPSS/PC) ผลการวิจัยเกี่ยวกับลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและลังคม พบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีอายุเฉลี่ย 39 ปี โดยผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิซาการบำไม้ มีอายุราชการเฉลี่ย 15 ปี ส่วนใหญ่เป็นลูกจ้างประจำในตำแหน่งพนักงานพิทักษ์ป่า โดยมีเงินเดือนและรายได้พิเศษเฉลี่ย 12.,160 บาท ได้รับการพิจารณาความดีความ"อบกรณีพิเศษ 2 ขั้น เฉลี่ย 3 ครั้งและเข้ารับการฝึกอบรมในเรื่องการป้องกันรักษาป่าเฉลี่ย 2 ครั้งต่อปีสำหรับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแพร่ พบว่า ผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่มีความหึงพอใจในระดับมากต่อภาพรวมเกี่ยวกับ ด้านงานป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้ ด้านงานประชาลัมหันธ์และเผยแพร่ ด้านงานคดีและของกลาง ด้านงานสารบรรณ และด้านงานอื่นๆ ในด้านปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความหึงพอใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแหร่ พบว่า วุฒิการศึกษา เงินเดือนและรายได้&#xD;
พิเศษ การได้รับการพิจารณาความดีความชอบและการฝึกอบรม เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ให้ช้อมูล ส่วนปัจจัยที่ไม่มีความสัมพันธ์กับความหึงพอใจดังกล่าว ได้แก่ อายุ อายุราชการ และระดับตำแหน่ง ตามทรรศนะของผู้ให้ข้อมูลส่วนปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ประจำหน่วยป้องกันรักษาป่า ในท้องที่จังหวัดแพร่ นั้น พบว่า ด้านงานป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการบำไม้ ในเรื่องของยานพาหนะ และวัสดุอุปกรณ์ที่ใร้ในการปฏิบัติงานมีปริมาณไม่ เพียงพอและที่มีใช้ปฏิบัติงานอยู่ก็มีสภาพเก่า ชำรุด ทรุดโทรม ยังขาดอัตรากำลังของ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน&#xD;
นอกจากนั้นนโยบายของรัฐก็ยังไม่แน่นอนและต่อเนื่อง ขาดเอกภาพ เนื่องจากเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยส่วนด้านงานประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ พบว่า ขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และ ความชำนาญการ ขาดยานพาหนะและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เป็นสื่อในการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำหรับงานด้านคดีและของกลาง พบว่า ไม่มีสถานที่จัดเก็บของกลาง มีริ้วล้อมรอบ จึงอาจทำให้เกิดการเสียหายและสูญหายได้และไม่มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ในด้านงานสารบรรณ พบว่า วัสดุและครุภัณฑ์ ที่ใช้ในการปฏิบัติงานมีไม่เพียงพอทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ และด้านงานอื่นๆ พบว่าแผนงานไม่ชัดเจนและต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่ขาดความรู้ความสามารถและมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ขาดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน และงบประมาณที่ได้รับไม่เพียงพอ</summary>
    <dc:date>1998-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การดำเนินการโครงการจัดตั้งป่าชุนชนของบ้านแม่หาร จังหวัดแม่ฮ่องสอน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2192" />
    <author>
      <name>วัชรพงศ์ บุหลันพฤกษ์, watcharapong bulanpruck</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2192</id>
    <updated>2024-06-28T07:50:39Z</updated>
    <published>2000-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การดำเนินการโครงการจัดตั้งป่าชุนชนของบ้านแม่หาร จังหวัดแม่ฮ่องสอน
Authors: วัชรพงศ์ บุหลันพฤกษ์, watcharapong bulanpruck
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมบางประการของราษฎงบ้านแม่หาร (2) การดำเนินการโครงการจัดตั้งปาชุมชนและการมีส่วนร่วมในการจัดตั้งชุมชน (3) การดำเนินงานส่งเสริมและเผยแพร่ช้อมูลเรื่องการจัดตั้งป่าชุมชน (4) ปัญหาและอุปสรรคของราษฎรบ้านแม่หารในการมีส่วนร่วมในการดำเนินการ โครงการจัดตั้งป่าชุมชนผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้คือ หัวหน้าครอบครัวที่อาศัยอยู่ในบ้านแม่หาร หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดฮ่องสอน จำนวน 180 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม และข้อมูลได้ถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ชาวบ้านแม่หารมีอายุเฉลี่ย 44 ปี ส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้น ประถมศึกษาตอนต้น จำนวนสมาชิกในครอบครัวเฉลี่ย 5 คน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมากที่สุด และส่วนมากมีที่ดินเป็นของตนเอง รายได้จากการประกอบอาชีพเฉลี่ย 15,465 บาทต่อปี ระดับการมีส่วนร่วมในการดำเนินการโครงการจัดตั้งชุมชน พบว่าชาวบ้านแม่หารสวนใหญ่มีส่วนร่วมในระดับปานกลางทุกกิจกรรมคือ ขั้นค้นหาปัญหา ขั้นวางแผนดำเนินงาน ขั้นดำเนินกิจกรรมการดำเนินโครงการจัดตั้งป่าชุมชนขั้นติดตามและขั้นประเมินผลการดำเนินการโครงการ สาเหตุการมีส่วนร่วมที่สำคัญ 3 อันดับ ได้แก่ หนึ่ง มีความสนใจและตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้เพื่อสงวนไว้เป็นแหล่งชับน้ำ สองหวังผลประโยชน์ที่ตนเองได้รับจากบำชุมชน และสามมุ่งหวังให้ความเดือดร้อนอันเกิดจากปัญหาด้านปาหมดสิ้นไปตามลำดับวิธีการดำเนินงานส่งเสริมและเผยแพร่ข้อมูลของราษฎรบ้านแม่หารพบว่า แหล่งข่าวสารเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชุมชนจากวิทยุ โทรทัศน์และเสียงตามสายและชาวบ้านแม่หารที่เคยผ่านการฝึกอบรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่าชุมชน ได้รับการฝึกอบรมการป้องกันไฟป่และการปลูกป่า สำหรับการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนนั้นชาวบ้านแม่หารใช้ประโยชน์ในด้านผลผลิตของไม้และป่า รวมทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งชับน้ำ สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการโครงการจัดตั้งบำชุมชนที่พบมากที่สุด ได้แก่ เงินทุนของหมู่บ้านมีจำกัด ขาดการสนับสนุนด้านเงินทุนจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน การดับไฟป่ในฤดูแล้งและการขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกในบริเวณป่าชุมชน</summary>
    <dc:date>2000-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การดำเนินการหอกระจายข่าว เพื่อการส่งเสริมการเกษตร : กรณีศึกษาในอำเภอป่าซางจังหวัดลำพูน ประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2191" />
    <author>
      <name>พงษ์พันธ์ นันทขว้าง, pongpan nandakwang</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2191</id>
    <updated>2024-06-28T07:49:39Z</updated>
    <published>1992-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การดำเนินการหอกระจายข่าว เพื่อการส่งเสริมการเกษตร : กรณีศึกษาในอำเภอป่าซางจังหวัดลำพูน ประเทศไทย
Authors: พงษ์พันธ์ นันทขว้าง, pongpan nandakwang
Abstract: การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึง (1) ลักษณะส่วนบุคคลของผู้ดำเนินการหอกระจายข่าว (2) ลักษตะการดำเนินการหอกระจายข่าวเพื่องานส่งเสริมการเกษตรและ  (3) ปัญหาอุปสรรคตลอดจนแนวทางแก้ไขในการดำเนินงานหอกระจายข่าวในหมู่บ้านผู้ให้ข้อมูลคือผู้ดำ เนินการพอกระจายข่าวในหมู่บ้านรวมทั้งสิ้นจำนวน 94 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมซ้อมลคือ แบบสัมภาษณ์ เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการหอกระจายข่าวเพื่องานส่งเสริมการเกษตร แล้วนำข้อมูลที่ได้มาเข้ารหัสและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสถิดิสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ผลการศึกษาพบว่า ผู้ดำเนินการหอกระจายช่าวทั้งหมดเป็นเพศชาย มีอายุโดยเฉลี่ย 47 ปี ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีตำแหน่งเป็นใหญ่บ้านหรือกำนัน และประกอบอาชีพด้าน เกษตรกรรมเกือทั้งหมด เป็นผู้ที่ผ่านการสมรสแล้วจำนวนสมาชิกในครัวเรือนโดยเฉลี่ย 4 คนต่อครัวเรือนและมีรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือต่อปี 17,264 บาทจากการศึกษาลักษณะการดำเนินการหอกระจายข่าวพบว่า มีอายุการจัดตั้งเฉลี่ย 5 ปี เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตและนำเสนอรายการที่นอกเหนือจากเครื่องขยายเสียง ไมโครโฟน ลำโพง และวิทยุเทป โดยเครื่องมือและอุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ติดตั้งไว้ที่บ้านพักของผู้ดำเนินการหอกระจายข่าวผู้ริเริ่มในการจัดตั้งคือ เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นำและราษฎรในหมู่บ้าน งบประมาตที่ใช้ในการจัดตั้งเฉลี่ย 19,547 บาท ส่วนใหญ่ได้มาจากการบริจาค หอกระจายข่าวส่วนมากมีขอบเขดการกระจายเสียงครอบคลุมผู้ฟิงได้ทั้งหมู่บ้าน ซึ่งมีผู้ฟังเฉลี่ย 208 ครัวเรือน กำลังขยายของเครื่องขยายเสียงที่ใช้มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 278 วัตต์การดำเนินงานของหอกระจายข่าวส่วนใหญ่จะไม่เปิดดำเนินการทุกวันไม่ได้ทำตารางการกระจายเสียงไว้อย่างชัดเจน ช่วงเวลาที่มีการจัดรายการกระจายเสียงส่วนใหญ่จะเป็นตอนเช้าระหว่างเวลา 06.00 - 08.00 น. และตอนเย็นระหว่างเวลา 17.00 - 18.00 น. เนื้อหาและแหล่งที่มาของข่าวส่วนใหญ่จะได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของวัฐโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ข้อมูลช่าวสารด้านสาธารณสุข ด้านการบริการสังคม ด้านการปกครอง ต้านการเกษตร และด้านการศึกษา เฉพาะเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารด้านการเกษดรนั้น พบว่าหอกระจายข่าวทุกแห่งมีการนำเสนอข้อมูลข่าวสารวิชาการการผลิตพืชและสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญของท้องถิ่น สำหรับรูปแบบการนำเสนอรายการส่วนใหญ่จะเป็นการเสนอข่าวสารที่หน่วยราชการผลิตให้ในรูปเทปบันทึกเสียงหรือเสนอข่าวสดแล้วเสริมด้วยรายการ เพลงและข่าวของสถานีวิทยกระจายเสียง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานพบว่าผู้ดำเนินการหอกระจายข่าวส่วนใหญ่สามารถรับภาระในการชำระค่าใช้กระแสไฟฟ้าได้ แต่จะมีปัญหาในการจัดหาเงินมาเป็นค่าซ่อมแชมและปรับปรุงเครื่องมืออุปกรเสื่อมชำรุดเนื่องจากใช้งานมานาน โดยเฉาะอย่างยิ่งในกรณีที่ไม่มีกองทุนสำรองของหมู่บ้านเพื่อการนี้ไว้อุปสรรคปัญหาที่สำคัญในการดำเนินงานที่พบคือการติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อขอรับการสนับสนุน เทปบันทิกข้อมูลข่าวสารวิชาการที่จะนำมาจัดทำรายการที่พอกระจายข่าว และเพื่อขอคำแนะนำช่วยเหลือในการผลิตและการนำเสนอรายการที่มีคุณภาพ ทั้งนี้เพราะผู้ดำเนินการหอกระจายข่ าวส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงานซึ่งยังมีความต้องการที่จะได้รับการสนับสนุนจากทางราชการในเรื่องดังกล่าวต่อไป</summary>
    <dc:date>1992-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การยอมรับปฏิบัติเทคโนโลยีการผลิตกาแฟของเกษตรกรผู้นำปลูกกาแฟในอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2189" />
    <author>
      <name>บุปผา ไหมพรหม, bubpha maiprom</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2189</id>
    <updated>2024-06-28T07:47:20Z</updated>
    <published>1996-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การยอมรับปฏิบัติเทคโนโลยีการผลิตกาแฟของเกษตรกรผู้นำปลูกกาแฟในอำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร
Authors: บุปผา ไหมพรหม, bubpha maiprom
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ลักษณะส่วนบุคคลของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในอำเภอนะโต๊ะ จังหวัดชุมพร (2) ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง กับการยอมรับปฏิบัติเทคโนโลยีการผลิตกาแฟ (3) ระดับการยอมรับปฏิบัติเทโนโลยีการผลิตกาแฟ ของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ( 4) ความสัมพันธ์ของระดับการยอมรับปฏิบัติเทคโนโลยีการผลิตกาแฟกับสถานภาพทางการผลิต และการรับรู้เทคโนโลยีของเกษตรกร (5) ปัญหาด้านการผลิตกาแฟของเกษตรกร และ (6) ความต้องการต้านการผลิตกาแฟของเ กษตรกรผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในอำเภอนะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างจำนวน 184 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ เพื่อรวบรวมช้อมูลเกี่ยวกับระดับการปฏิบัติเทคโน โลยีการผลิตกาแฟ ระดับปัญหาและความต้องการด้านการผลิตกาแฟของ เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ซึ่งข้อมูลได้นำมาวิเคราะห์ด้วยเครื่องไมโครคอมพิวเดอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป เพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์(SPSS/PC+)ผลการวิจัยพบว่า เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 44 ปี มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 5 คน จำนวนแรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 3 คนและส่วนใหญ่จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาตอนต้น มีพื้นที่เพาะปลูกกาแฟเฉลี่ยครอบครัวละ 13 ไร่ พื้นที่เพาะปลูกเป็นของตนเอง และได้รับผลผลิตกาแฟเฉลี่ยปีละ 3,562 กิโลกรัมครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยปีละ 212,904 บาท โดยมีรายได้จากการขายผลผลิตกาแฟเฉลี่ยครอบครัวละ 197,955 บาท รายได้จากภาคเกษตรเฉลี่ย 15,195 บาท รายได้นอกภาคเกษตรเฉลี่ย 4,187 บาทต่อปี มีประสบการณ์ในการทำสวนกาแฟเฉลี่ย 8 ปี เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้ติดต่อกับเจ้าหน้าที่เกษตรเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง ได้รับข่าวสารความรู้เรื่องการทำสวนกาแฟ จากรายการทางโทรทัศน์เฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง จากรายการทางวิทยุเฉลี่ยปีละ 7 ครั้งจากเอกสารสิ่งพิมพ์เฉลี่ยปีละ 4 ครั้ง จากผู้แทนจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร เฉลี่ยปีละ 10 ครั้ง จากเพื่อนบ้าน และ เกษดรกรผู้ประสบผลสำเร็จในการประกอบอาชีพเฉลี่ยปีละ 15 ครั้ง เกษตรกรได้เข้าร่วมประชุมฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ในการทำสวนกาแฟเฉลี่ยปีละ 1 ครั้ง เกษตรกรส่วนใหญ่ ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มสหกรณ์ผู้ปลูกกาแฟเกษตรกรยอมรับปฏิบัติเทค โนโลยีการผลิตกาแฟอยู่ในระดับปานกลาง โดยเกษตรได้มีการปฏิบัติด้านการให้ปุ๋ย การกำจัดวัชพืช และการเ ก็บเกี่ยวผลผลิดอยู่ในระดับมาก ส่วนการให้น้ำ การคลุมโคน การตัดแต่งกึ่ง การป้องกันและกำจัดโรคแมลง อยู่ในระดับปานกลางความสัมพันธ์ระหว่างระดับการยอมรับปฏิบัติเทคโนโลยีการผลิตกาแฟ และสถานภาพทางการผลิตกับการรับรู้เทคโน โลยีของ เกษตรกรนั้น พบว่าตัวแปรอิสระทั้งหมดอันได้แก่ ขนาดพื้นที่ปลูก สภาพการถือครองที่ดิน ผลผลิตที่ได้รับ รายได้ ประสบการณ์ในการทำสวน การติดต่อกับเจ้าหน้าที่เกษตร การรับข่าวสารความรู้เรื่องการทำสวนกาแฟการฝึกอบรม และการรวมกลุ่มนั้น ไม่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับระดับการยอมรับปฏิบัติเทดโนโลยีการผลิตกาแฟของ เ กษตรกรแต่อย่างใดเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีปัถูหาด้านการผลิตอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีปัญหาเรื่องเงินทุน วัสดุอุปกรณ์ และการปฏิบัติดูแลรักษาอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนเรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิต กษตรกรมีปัญหาในระดับน้อยสำหรับความต้องการด้านการผลิตนั้นเกษตรกรมีความต้องการอยู่ในระดับมากโดยมีความต้องการด้านวัสดุอุปกรณ์ ด้าน เงินทุน และด้านการปฏิบัติดูแลรักษาอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการเก็บเกี่ยวผลผลิตแเกษตรกรมีความต้องการในระดับปานกลาง</summary>
    <dc:date>1996-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

