<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection:</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1392" />
  <subtitle />
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1392</id>
  <updated>2026-04-11T22:43:42Z</updated>
  <dc:date>2026-04-11T22:43:42Z</dc:date>
  <entry>
    <title>ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1880" />
    <author>
      <name>นาตยา ดรสีเนตร</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1880</id>
    <updated>2023-12-04T01:51:31Z</updated>
    <published>1993-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
Authors: นาตยา ดรสีเนตร
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร 2) ระดับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรการเกษตร 3) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความพิงพอใจในการปฏิบัติงาน 4) ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรมูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งผู้ให้มูลในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตร ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งสิ้น 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การ เกษดร ซึ่งข้อมูลได้วิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ผลการวิจัยพบว่า ผู้จัดการสหกรณ์มีอายุโดยเฉลี่ย 34 ปี ส่วนมากเป็นเพศชาย และสมรสแล้วอยู่ด้วยกัน สำเร็จการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี สาขารัฐศาสตร์มีประสบการณ์ในการทำงานอยู่ในช่วง 10 - 14 ปี และมีเงินเดือนอยู่ในช่วง 6,001 - 8,000 บาท  ส่วนมากเคยได้รับโบนัสจากการทำงาน สำหรับการเข้ารับฝึกอบรมด้านการจัดการสหกรณ์นั้น ส่วนใหญ่เคยเข้ารับการฝึกอบรมคิดเป็นร้อยละ 91.74 และปฏิบัติงานอยู่ในภูมิลำเนาเดิมของตน การวิจัยเกี่ยวกับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของผู้จัดการสหกรณ์การ เกษตรจากผลการวิจัยพบว่า ผู้จัดการสหกรณ์มีความพิงพอใจในระดับมาก (ค่าคะแนนเฉลี่ย 3.57)ได้แก่ 1) ลักษณะของงาน 2) หน้าที่และความรับผิดชอบ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล 4) ความสำเร็จของงาน 5) การได้รับความยอมรับนับถือ 6) ความร่วมมือและการ ประสานงาน 7 ) สภาพแวดล้อมในการทำงาน 8) คุณธรรมสหกรณ์บางประการกฎหมายข้อบังคับและระ เบียบของสหกรณ์ 10 เงินเดือน สวัสดิการและค่าตอบแทน 11) ความมั่นคงและความปลอดภัยในการทำงาน และ 12) ความก้าวหน้าในงานที่ทำตามลำดับสำหรับการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการปฏิบัติงานกับลักษณะส่วนบุคคล เศรษฐกิจและสังคมของผู้จัดการสหกรณ์นั้น พบว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัถูทางสถิติ ได้แก่  1. อายุมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับสภาพแวดล้อมในการทำงาน 2 . เพศมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัทางสถิติกับกฎหมายข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ 3. ระดับการศึกษามีความสัมพันธ์ทางลบอย่างมีนัยสำคัญ&#xD;
ทางสถิติกับความก้าวหน้าในงานที่ทำ , ลักษณะของงาน, ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกฎหมาย ข้อบังคับและระ เบียบของสหกรณ์ และ 4. เงินเดือนพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับเงินเดือน สวัสดิการและค่าตอบแทน ส่วนตัวแปรอิสระอีก 4 ตัวแปร คือ สถานภาพการสมรส ประสบการณ์ในการทำงาน สถานที่ปฏิบัติงาน และการฝึกอบรมด้านการจัดการสหกรณ์นั้นพบว่าไม่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในการปฏิบัติงานแต่อย่างใดส่วนปัญหา อุปสรรคในการปฏิบัติงานงานของผู้จัดการสหกรณ์ ที่สำคัญที่สุด คือ 1 ) พนักงานสหกรณ์และคณะกรรมการขาดความรู้ความเข้าใจในงานสหกรณ์ 2) สมาชิกสหกรณ์ไม่ให้ความร่วมมือในการทำธุรกิจกับสหกรณ์ 3) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ขาดประสิทธิภาพการทำงานและไม่สนับสนุนการทำงานฝ่ายจัดการสหกรณ์ 4) การให้การศึกษาอบรมแก่พนักงานและสมาชิกสหกรณ์ไม่ทั่วถึง 5 ) การจ่ายเงินเดือนและค่าตอบแทนไม่เหมาะสม 6) กฎหมาย ข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ไม่ทันสมัย มีข้อจำกัดมากเกินไปจึงไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดการธุรกิจสหกรณ์ 7) การจัดการธุรกิจทุกประเภทภายในสหกรณ์ยังไม่ครบวงจร</summary>
    <dc:date>1993-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การวิเคราะห์การตอบสนองอุปทานข้าวสาลีในประเทศไทย</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1590" />
    <author>
      <name>จุฑามาศ อินทจักร์</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1590</id>
    <updated>2023-09-27T06:37:25Z</updated>
    <published>2001-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การวิเคราะห์การตอบสนองอุปทานข้าวสาลีในประเทศไทย
Authors: จุฑามาศ อินทจักร์
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงกา!ตอบสนองของอุปทานข้าวสาลีในประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่ สมการอุปทานข้าวสาลีเป็นแบบเส้นตรงโดยใช้วิธีกำลังสองน้อยที่สุดแบบธรรมดาโดยการประมาณค่าสัมประสิทธิ์ (ordinary east square) ประกอบด้วยปัจจัย 2 ชนิด ได้แก่ พื้นที่เพาะปลูกและปริมาณการใช้ภายในประเทศ จากการวิเคราะห์สามารถอธิบาย&#xD;
การเปลี่ยนแปลงของอุปทานข้าวสาได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยปริมาณการใช้ภายในประเทศเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด รองลงมาได้แก่จำานวนพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งปัจจัยทั้งสองมีความสัมพันธ์ทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ โดยแสดงความสัมพันธ์ของสมการได้ร้อยละ 96.4 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 3.6 เป็นอิทธิพลของปัจจัยอื่น ๆ ที่ไม่ได้นำมาระบุไว้ในสมการนี้</summary>
    <dc:date>2001-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>กลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์เพื่อการผลิตและการตลาดสับปะรด</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1550" />
    <author>
      <name>สมพร เกตุตะคุ</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1550</id>
    <updated>2023-09-22T04:28:00Z</updated>
    <published>2020-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: กลยุทธ์การสร้างและสื่อสารแบรนด์เพื่อการผลิตและการตลาดสับปะรด
Authors: สมพร เกตุตะคุ
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประลงด์เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้านพุทธิพิลัยของเกษตรกร จากการชมรายการวัทิคน์ที่มีเทดนิดในการดำเนินเรื่องแตกต่างกัน 3 แบบ คือ 1, รายการดำเนินปรกติที่มีการดำเนินเรื่องเฉพาะ วิธีที่ถูก (2)รายการวิดีทัศน์ที่มีการดำเนินเรื่องวิธีการปฏิบัติที่ผิดมาแทรกวิธีการปฏิบัติที่ถูก ลลับกันทีละชั้นตอน โดยมีเครื่องหมาย X และ / กำกับ (3) รายการวิดีทัศน์ที่มีการดำเนินเรื่องวิธีการปฏิบัติที่ผิดและวิธีการปฏิบัติที่ถูกแสดงให้เห็นพร้อมกันบนจอเดียว และมีเครื่องหมาย X และ / กำกับ การวิจัยใช้การทดลองแบบ Randomized Pretest.-Posttest Control Group besignโดยมีกล่มตัวอย่างการวิจัย คีอ เกษตรกรในตำบลแม่แฝกใหม่ อำเภอลันทราย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (multi-stagerandom sampling) จำนวนทั้งหมด 120 คน แข่งเป็น 3 กลุ่ม ๆ ละ 40 คน กลุ่มแรกเป็นกลุ่มควบคุมเรียนรู้จากรายการที่ใช้เทคนิคการดำเนินเรื่องที่มีเฉพาะวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง กลุ่มที่ลองเรียนรู้จากรายการวิดีทัศน์ที่ไช้ เทคนิคการดำเนินเรื่องที่มีวิธีการปฏิบัติที่มี แทรกวิธีการปฏิบัดีที่ถูกสลับกันทีละขั้นตอน โดยมีเครื่องหมาย X และ / กำกับ และกลุ่มที่ตามเรียนรู้จากรายการวิดีศน์ที่ใช้เทคนิคการดำเนินเรื่องที่มีวิธีการปฏิบัติที่ผิดและวิธีการปฏิบัติที่ถูแลดงให้เห็นพร้อมกันบนจอเดียว และมีเครื่องหมาย X และ / กำกับเนื้อหาที่ใช้สอนคือเรื่อง "การเพาะ เห็ดหลินจือ" และรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามและแบบทดสอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อหาค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, คำา Chi-square, t-test, F-testและค่า Least Significant Difference (LSD) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. การเรียนรู้เชิงพุทธิพิสียหลังชมรายการวิดีทัศน์ของเกษตรกรทั้ง 3 กลุ่ม สูงกว่าความรู้พื้นฐานก่อนชมรายการวิดีพัศน์อย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติ 2. การเรียนรู้เชิงพุทธิพิสัยหลังชมรายการวิดีทัศน์ของเกษตรกรทั้ง 3 กลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติโดยพบว่าเกษตรกรที่เรียนจากรายการวิดีทัศน์ที่มีวิธีการปฏิบัติที่ผิดมาแทรกวิธีการปฏิบัติที่ถูก สลับกันทีละขั้นตอนโดยมีเครื่องหมาย X และ / กำกับมีผลการเรียนรู้สูงสุด รองลงมาคือรายการวิดีทัศน์ที่มีเฉพาะวิธีการปฏิบัติที่ถูกขณะที่รายการวิดีทัศน์ที่มีวิธีการดำเนินเรื่องวิธีการปฏิบัติที่ผิดและ วิธีการปฏิบัติที่ถูกแสดงให้เห็นพร้อมกันบนจอเดียว และมีเครื่องหมาย X และ / กำกับ มีผลการเรียนรู้ต่ำสุด และเมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยทีละคู่ ผลปรากฏว่า 2. 1 คะแนนเฉลี่ยของ เกษตรกรกลุ่มที่เรียนจากรายการวิดีทัศน์ที่มีเฉพาะวิธีการปฏิบัติที่ถูก  สูงกว่ากลุ่มที่เรียนจากรายการวิดีทัศน์ที่มีวิธีการปฏิบัติที่ผิดและวิธีการปฏิบัติที่ถูก แสดงให้เห็นพร้อมกันและมีเครื่องหมาย X และ / กำกับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.052. 2 คะแนนเฉลี่ยของเกษตรกรที่เรียนจากรายการวิดีทัศน์ที่มีวิธีการปฏิบัติผิดมาแทรกวิธีการปฏิบัติถูกสลับกันทีละขั้นตอน โดยมีเครื่องหมาย X และ / กำกับด้วยสูงกว่ากลุ่มที่ เรียนจากรายการวิดีทัศน์ที่มีเฉพาะวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2.3 คะแนนเฉลี่ยของเกษตรกรที่เรียนจากรายการวิดีทัศน์ที่มีวิธีการ&#xD;
ปฏิบัติผิดมาแทรกวิธีการปฏิขัติถูกสลับกันทีละชั้นตอน โตยมีเครื่องหมาย X และ / กำกับ สูงกว่า กลุ่มที่เรียนจากรายการวิดีทัศน์ที่มีวิธีการปฏิบัติผิดและ วิธีการปฏิบัติถูกแสดงให้เห็นพร้อมกันและมีเครื่องหมาย X และ / กำกับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</summary>
    <dc:date>2020-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>พฤติกรรมของสมาชิกที่มีต่อความสำเร็จของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฉะเชิงเทรา จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1549" />
    <author>
      <name>ช่อมณี สุคันธิน</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1549</id>
    <updated>2023-09-22T04:15:09Z</updated>
    <published>1991-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: พฤติกรรมของสมาชิกที่มีต่อความสำเร็จของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฉะเชิงเทรา จำกัด จังหวัดฉะเชิงเทรา
Authors: ช่อมณี สุคันธิน
Abstract: การศึกษาพฤติกรรมของสมาชิกที่มีผลต่อความสำเร็จของชุมนุมสหกรณ์การเกษตร -ฉะเชิงเทรา จำกัด มีวัตถุประสงค์สำคัญ 4 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาแนวทางและนโยบายในการดำเนินธุรกิจของชุมนุมสหกรณ์ฯ 2 ) เพื่อศึกษาถึงผลการดำเนินงานของชุมนุมสหกรณ์ฯ 3) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความคิดเห็นในการทำธุรกิจการจัดการชุมนุมสหกรณ์ฯ และความรู้&#xD;
ความเข้าใจของกรรมการดำเนินการและสมาชิกที่ส่งเสริมและ เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จของชุมนุมสหกรณ์ฯ เพื่อรวบรวมชัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฉะเชิงเทรา จำกัด ประชากรในการศึกษาแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กรรมการดำเนินการของชุมนุมสหกรณ์ฯ จำนวน 15 คน และตัวแทนของสมาชิก จำนวน 53 คน ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษารวบรวมจาก 2 แหล่งคือ 1 ) จากแบบสอบถามที่ใช้สัมภาษณ์กรรมการดำเนินการและตัวแทนสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ฯ เกี่ยวกับพฤติกรรมความคิดเห็น และความรู้ความเข้าใจ 2) จากเอกสารและรายงานการเงินประจำปีของชุมนุมสหกรณ์ฯ ระหว่างปี 2527-2532 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลชคณิต และอัตราส่วนทางการเงิน จากผลการศึกษา สรุขผลโดยย่อดังนี้ 1. ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฉะเชิงเทรา จำกัดมีนโยบายหลักในการดำเนินธุรกิจเพื่อต้องการช่วยเหลือสมาชิกทางด้านการจำหน่ายผลิตผลให้ได้ราคาสูงขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการผลิตของสมาชิก โดยการรวบรวมผลิตผลจากสมาชิกมาดำเนินการแปรรูป  และจัดทำวัสดุอุปกรณ์ทางด้านการเกษตรมาจำหน่ายให้แก่สมาธิกในราคาที่เป็นธรรม&#xD;
2. ผลการดำเนินธุรกิจของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรณะ เชิงเทรา จำกัด ซึ่งวิเคราะห์โดยอัตราส่วนทางการเ งิน โดยเฉลี่ยแล้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น กรรมการดำเนินการและตัวเทนสมาชิกเป็นเพศชาย ส่วนใหเป็นผู้มีอายุระหว่าง 50 - 60 ปีขึ้นไป และมีการศึกษาระดับชั้นประถมปีที่ 4 กรรมการดำเนินการและตัวแทนสมาชิกเป็นผู้มีความรู้ตวามเข้าใจเกี่ยวกับชุมมสหกรณ์และหลักสหกรณ์ และ เป็นผู้มีประสบการณ์เคยทำงานร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ มาแล้วเป็นส่วนมาก 4. กรรมการดำเนินการฮองชุมนุมสหกรณ์ฯเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ให้ความสำคัญแก่สมาชิก และมีความเชื่อว่าการดำเนินงานของชุมนุมสกรณ์ฯ  สามารถอำนวยประโยชน์และแก้ปัญหาให้แก่สมาชิกได้ ให้การยอมรับความรู้ความสามารถของผู้จัดการ  และเชื่อว่าฝ่ายจัดการของชุนุมสกรณ์ทำงานด้วยความเสียสละ ซื่อสัตย์สุจริต จึงทำให้คณะกรรมการดำเนินการฯ และฝ่ายจัดการสามารถทำง านร่วมกินได้เป็นอย่างดี 5. สมาชิกของชุมนุมสหกรณ์ฯเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ให้ความร่วมมือกับชุมนุมสหกรณ์ฯ ในการเข้าร่วมประชุมใหญ่อย่างสม่ำเสมอ พอใจในการให้บริการของชุมนุมสหกรณ์ฯ ยอมรับการบริหารงานของคณะกรรมการดำเนินการและผู้จัดการ ดังนั้นสมาชิกจึงได้ให้ความสนใจและให้ความร่วมมือในการทำธุรกิจกับชุมนุมสกรณ์การ เกษตรฉะเชิงเทรา จำกัด ตลอดมา 6. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงานของชุมนุมสหกรณ์การเกษตรฉะเชิงเทรา จำกัดจากการศึกษาพบว่า ชุมนุมสหกรณ์ฯ มักจะประสบปัญหาทางด้านการยาดแคลนเงินทุนและการรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิก ปัฏหาทางต้านตันนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสูง ปัญหาทางด้านภาวะการตลาดและราคาข้าวเปลือกไม่แน่นอน ละปัญหาทางต้านความรู้ของสมาชิก&#xD;
เกี่ยวกับการรวบรวมข้าวเปลือก เป็นต้น</summary>
    <dc:date>1991-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

