<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: Maejo University - Chumphon Campus / มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/13" />
  <subtitle>Maejo University - Chumphon Campus / มหาวิทยาลัยแม่โจ้-ชุมพร</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/13</id>
  <updated>2026-04-10T18:33:33Z</updated>
  <dc:date>2026-04-10T18:33:33Z</dc:date>
  <entry>
    <title>การเสริมโพแทสเซียม แมกนีเซียม ในระบบการอนุบาลกุ้งก้ามกรามที่ลดการปล่อยของเสียด้วยน้ำหมุนเวียน</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/872" />
    <author>
      <name>กมลวรรณ ศุภวิญญ, kamonwan suphawinyoo</name>
    </author>
    <author>
      <name>ยุทธนา สว่างอารมย์</name>
    </author>
    <author>
      <name>ณิชาพล แก้วชฎา</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/872</id>
    <updated>2023-04-05T08:08:15Z</updated>
    <published>2015-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การเสริมโพแทสเซียม แมกนีเซียม ในระบบการอนุบาลกุ้งก้ามกรามที่ลดการปล่อยของเสียด้วยน้ำหมุนเวียน
Authors: กมลวรรณ ศุภวิญญ, kamonwan suphawinyoo; ยุทธนา สว่างอารมย์; ณิชาพล แก้วชฎา
Abstract: จากผลการศึกษาการเสริมโพแทสเซียม แมกนีเซียม ในระบบการอนุบาลกุ้งก้ามกรามที่ลด การปล่อยของเสียด้วยน้ําหมุนเวียน โดยได้มีการวางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด ซึ่งประกอบด้วย 3 ชุดการทดลองๆ ละ 3 ซ้ํา คือ ชุดการทดลองที่1 จะเป็นการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามในระบบเปิด เปลี่ยนถ่ายน้ํา 50% ทุกๆ 2 วัน (ชุดควบคุม) ส่วนชุดการทดลองที่2 และชุดการทดลองที่3 จะเป็น การอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามในระบบปิดน้ําหมุนเวียนเหมือนกัน โดยวัสดุกรอง ประกอบด้วย ตาข่าย พรางแสง bioball และใส่สาหร่ายผมนางน้ําหนัก 0.5 กิโลกรัม ต่อ 1 ระบบกรอง ส่วนในชุดการ ทดลองที่3 นี้จะมีการเสริม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ภายในระบบ ด้วยการเติมเกลือ Kmag 1 กิโลกรัม ต่อ น้ํา 1,000 ลิตร โดยลูกกุ้งก้ามกรามที่ทดลองจะมีอายุ 10 วัน อนุบาลที่ความหนาแน่น 40 ตัว / ลิตร ภายในถัง 500 ลิตร จนกุ้งก้ามกรามมีอายุได้ 30 วัน ซึ่งพบว่า ความยาวของกุ้ง ก้ามกรามทั้ง 3 ชุดการทดลองมีค่าใกล้เคียงกัน (p&gt;0.05) แต่ลูกกุ้งก้ามกรามที่อนุบาลในระบบเปิด จะมีความยาวของกุ้งก้ามกรามมีค่าเฉลี่ยสูงสุด เท่ากับ 0.660.06 เซนติเมตร ส่วนค่าเฉลี่ยอัตราการ รอดตายของกุ้งก้ามกรามจากชุดการทดลองที่ 2 ที่มีการอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามในระบบปิดน้ํา หมุนเวียน ที่ให้ผลแตกต่างอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p&lt;0.05) กับชุดการทดลองอื่นๆ ซึ่งมีค่าน้อย สุดซึ่งมีค่าเพียง 30-2 เปอร์เซ็นต์ ส่วนปริมาณ โพแทสเซียม แคลเซียม และ แมกนีเซียมในน้ํา ของ ทั้ง 3ขงชุดการทดลองมีค่าใกล้เคียงกัน (p&gt;0.05) โดยพบว่า ในชุดการทดลองที่1 การอนุบาลลูกกุ้ง ก้ามกรามในระบบเปิด นั้นจะมีปริมาณโพแทสเซียมสูงสุด เท่ากับ 332136.2 มิลลิกรัม/ลิตร ส่วน ชุดการทดลองที่ 2 การอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามในระบบปิดน้ําหมุนเวียน จะมีค่าปริมาณแคลเซียม สูงสุด เท่ากับ 604k143.9 มิลลิกรัม/ลิตร และ ชุดการทดลองที่ 3 การอนุบาลลูกกุ้งก้ามกรามใน ระบบปิคน้ําหมุนเวียน โดยมีการเสริม โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ภายในระบบ จะมีค่าปริมาณ แมกนีเซียมในน้ําสูงสุด เท่ากับ 590:55.4 มิลลิกรัม/ลิตร ส่วน คุณสมบัติทางเคมีและกายภาพของ น้ํา พบว่า ปริมาณออกซิเจนละลายน้ํา ความเป็นกรดเป็นด่าง อุณหภูมิน้ํา ปริมาณความเป็นด่างของ น้ํา และปริมาณแอมโมเนีย-ไนโตรเจน ของทั้ง 3 ชุดการทดลอง มีค่าใกล้เคียงกัน (p&gt;0.05) และอยู่ ในเกณฑ์ที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา</summary>
    <dc:date>2015-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอําเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/867" />
    <author>
      <name>ชลดรงค์ ทองสง, chondarong tongsong</name>
    </author>
    <author>
      <name>อํานาจ รักษาพล</name>
    </author>
    <author>
      <name>เบญจมาศ ณ ทองแก้ว</name>
    </author>
    <author>
      <name>บุญศิลป์ จิตตะประพันธ์</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/867</id>
    <updated>2023-04-25T04:25:44Z</updated>
    <published>2016-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอําเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร
Authors: ชลดรงค์ ทองสง, chondarong tongsong; อํานาจ รักษาพล; เบญจมาศ ณ ทองแก้ว; บุญศิลป์ จิตตะประพันธ์
Abstract: โครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอําเภอหลังสวนจังหวัด ชุมพรมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ในอําเภอหลังสวนและการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางวดเนธรรมให้เป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่มี ความน่าสนใจและเป็นที่รู้จักของสาธารณชนต่อไป ใช้วิธีการวิจัยโดยการสํารวจแหล่งท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมในอําเภอหลังสวนจํานวน 10 แห่งโดยการใช้แบบประเมินมาตรฐานแหล่งท่องเที่ยว ทางวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือในการสํารวจและนํามาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดทําเป็นเส้นทางการ ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของอําเภอหลังสวน ซึ่งผลการวิจัยพบว่าแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมใน อําเภอหลังสวนมีมาตรฐานด้านการท่องเที่ยวอยู่ 4 ระดับ คือ 1) มาตรฐานในระดับดีมากจํานวน 2 แห่ง คือ ถ้ําเขาเงินและชุมชนเกาะพิทักษ์ 2) มาตรฐานในระดับดี จํานวน 3 แห่ง คือ ชุมชนดั้งเดิม อําเภอหลังสวน ศาลเจ้าบางยี่โรและชายหาดปากน้ําหลังสวน 3) มาตรฐานในระดับปานกลาง จํานวน 4 แห่ง คือ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ วัดราชบูรณะ วัดโตนดและวัดคอเขา4) มาตรฐานในระดับต่ํา จํานวน 1 แห่งคือ สวนผลไม้ 200 ปี ในการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทาง วัฒนธรรมอําเภอหลังสวนสามารถจัดแบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มแหล่ง ท่องเที่ยวในพื้นที่ธรรมชาติ จํานวน 3 แห่ง คือ ถ้ําเขาเงิน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์และวัดราชบูรณะ.2) กลุ่มแหล่งท่องเที่ยวในเขตเมือง จํานวน 4 แห่ง คือ ชุมชนดั้งเดิมอําเภอหลังสวน วัดโตนด ศาล เจ้าบางยี่โรและสวนผลไม้ 200 ปี 3) กลุ่มแหล่งท่องเที่ยวริมทะเล จํานวน 3 แห่ง คือ ชายหาด ปากน้ําหลังสวน ชุมชนเกาะพิทักษ์และวัดคอเขา โดยสามารถจัดทําเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวทาง วัฒนธรรมที่เริ่มต้นจากถ้ําเขาเงิน สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ วัดราชบูรณะ ชุมชนดั้งเดิมอําเภอ หลังสวน วัดโตนด ศาลเจ้าบางยี่โร สวนผลไม้ 200 ปี ชายหาดปากน้ําหลังสวน วัดคอเขาและพัก ค้างแรมที่ชุมชนเกาะพิทักษ์เป็นโปรแกรมการท่องเที่ยว 2 วัน 1 คืน</summary>
    <dc:date>2016-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

