<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
  <title>DSpace Collection: Liberal Arts / ศิลปศาสตร์</title>
  <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/12" />
  <subtitle>Liberal Arts / ศิลปศาสตร์</subtitle>
  <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/12</id>
  <updated>2026-04-22T03:04:25Z</updated>
  <dc:date>2026-04-22T03:04:25Z</dc:date>
  <entry>
    <title>HEALTH LITERACY OF THE ELDERLY IN RURAL AREA, CHIANG MAI PROVINCE</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2213" />
    <author>
      <name />
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2213</id>
    <updated>2024-08-08T03:21:57Z</updated>
    <published>2024-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: HEALTH LITERACY OF THE ELDERLY IN RURAL AREA, CHIANG MAI PROVINCE; ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่
Abstract: The objectives of this study were to investigate health literacy of the elderly in rural areas of Chiang Mai province, and key factors affecting their health literacy. The sample group consisted of 400 elderly individuals, aged 60 years old and above and they resided in rural areas of Chiang Mai province. They were screened for dementia using the Thai version of the MMSE (Thai 2002). A set of questionnaires was used for data collection and analyzed by using descriptive statistics and inferential statistics i.e. t-tests, One-Way ANOVA, Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient, and multiple regression analysis.&#xD;
&#xD;
Results of the study revealed that, as a whole, the respondents had a moderate level of health literacy (x̅ = 2.10, S.D. = 0.78). Key factors affecting their health literacy included biosocial, health service system, social and cultural, and psychological factors. Regarding biosocial factors, most of the respondents were female (57.00%), 60 - 69 years old (68.50%), married (68.25%), elementary school graduates (84.75%), and some hired workers (37.75%). Most of the respondents (87.75%) had an average monthly income of less than 10,000 Baht and they used the government welfare cards/gold cards for the payment of medical treatment (86.25%). The respondents had chronic diseases for 6 - 10 years (28.25%), and they had 1 - 3 household members (65.25%). For health service system, social and cultural, and psychological factors, each was found to have an effect on health literacy of the respondents at a moderate level (x̅ = 1.59, S.D. = 0.98, x̅ = 1.89, S.D. = 0.88, x̅ = 2.18, S.D. = 0.62, respectively). In other words, the biosocial factors having an effect on health literacy included: monthly income (F = 6.19, p-value = 0.002); age (F = 5.07, p-value = 0.007); occupation (F = 4.07, p-value = 0.001); and chronic disease timespan (F = 3.00, p-value = 0.030). In addition, health service system, social and cultural, and psychological factors collectively explained 56.00% of the variance in health literacy of the respondents (Adjusted R Square = 0.56, F = 85.380, p &lt; 0.01).&#xD;
&#xD;
Results of the study implied that a model of health literacy enhancement should be developed. Also, the following should be done or encouraged: participation of family, community, public health personnel and network parties; guidelines for developing a health service system; place and environment contributing to health promotion of the elderly; skills in access to health service and medical treatment rights; recreational activities; social responsibility; and psychology. Moreover, it should have a qualitative study and a comparative study on health literacy of the elderly both in rural and urban areas. Results of the study can be an effective guideline for developing and promoting health literacy of the elderly.; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ และไม่มีภาวะสมองเสื่อมโดยใช้แบบทดสอบสภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย MMSE (Thai 2002) รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ และปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ปัจจัยด้านชีวสังคม ด้านระบบบริการสุขภาพ ด้านสังคมและวัฒนธรรม และด้านจิตวิทยา&#xD;
การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive Statistics) ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percent) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)&#xD;
ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ได้แก่ การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่าง (t-test, One Way ANOVA) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product - Moment Correlation Coefficient) และการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)&#xD;
&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 2.10, S.D. = 0.78) ปัจจัยด้านชีวสังคม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 57.00 อายุระหว่าง 60 - 69 ปี ร้อยละ 68.50 สถานภาพสมรสส่วนใหญ่เป็นแบบสมรส ร้อยละ 68.25 การศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 84.75 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ร้อยละ 37.75 รายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 10,000 บาท ร้อยละ 87.75 สิทธิการรักษามาจากบัตรสวัสดิการของรัฐ/บัตรทอง ร้อยละ 86.25 ระยะเวลาที่มีโรคประจำตัว 6 - 10 ปี ร้อยละ 28.25 และจำนวนสมาชิกในครัวเรือน 1 - 3 คน ร้อยละ 65.25 ปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ ด้านสังคมและวัฒนธรรม และด้านจิตวิทยา ภาพรวมแต่ละปัจจัยอยู่ในระดับปานกลาง (x̅ = 1.59, S.D. = 0.98), (x̅ = 1.89, S.D. = 0.88), (x̅ = 2.18, S.D. = 0.62) ตามลำดับ ปัจจัยที่มีผลต่อความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ คือ ปัจจัยด้านชีวสังคม ได้แก่ รายได้ต่อเดือน (F = 6.19, p-value = 0.002) อายุ (F = 5.07, p-value = 0.007) อาชีพ (F = 4.07, p-value = 0.001) และระยะเวลาที่มีโรคประจำตัว (F = 3.00, p-value = 0.030) โดยที่ปัจจัยด้านระบบบริการสุขภาพ ด้านสังคมและวัฒนธรรม และด้านจิตวิทยา สามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชนบท จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร้อยละ 56 (Adjusted R Square = 0.56, F = 85.38, p &lt; 0.01)&#xD;
&#xD;
ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า ควรมีการพัฒนารูปแบบการสร้างเสริมรอบรู้ด้านสุขภาพ&#xD;
โดยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของครอบครัว ชุมชน เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุขและภาคีเครือข่าย การจัดแนวทางในการพัฒนาด้านระบบบริการสุขภาพ การจัดสถานที่และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมสุขภาพและความรอบรู้ด้านสุขภาพให้แก่ผู้สูงอายุ รวมทั้งการเพิ่มพูนทักษะด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพและสิทธิการรักษา กิจกรรมสันทนาการ ความรับผิดชอบต่อสังคม และด้านจิตวิทยา เพื่อเพิ่มความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น การสนับสนุนเชิงนโยบายโดยองค์กรภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพให้กับผู้สูงอายุ โดยเน้นการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการให้ครอบคลุม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งควรมีการศึกษาเชิงคุณภาพและมีการศึกษาเปรียบเทียบความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตเมืองและเขตชนบท และสามารถนำความรู้จากการศึกษามาเป็นแนวทางในการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้สูงอายุให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป</summary>
    <dc:date>2024-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ผลการเรียนรู้เชิงพุทธิพิสัยจากรายการวีดิทัศน์ที่มีสิ่งเร้าใจกับรายการวิดิทัศน์ที่มีคำถามสอดแทรกระหว่างเรื่องของเกษตรกร ตำบลบ้านกาด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2177" />
    <author>
      <name>ประเสริฐ ต่ออภิชาติตระกูล, Prasert Toaphichattrakul</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/2177</id>
    <updated>2024-06-28T07:04:53Z</updated>
    <published>1991-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ผลการเรียนรู้เชิงพุทธิพิสัยจากรายการวีดิทัศน์ที่มีสิ่งเร้าใจกับรายการวิดิทัศน์ที่มีคำถามสอดแทรกระหว่างเรื่องของเกษตรกร ตำบลบ้านกาด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
Authors: ประเสริฐ ต่ออภิชาติตระกูล, Prasert Toaphichattrakul
Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการเรียนรู้ด้านพุทธินิสัยของเกษตรกรจากรายการวิดีทัศน์ที่มีสิ่งเร้าความสนใจ, รายการวิดีทัศน์ที่มีคำถามสอดแทรกระหว่างเรื่อง และรายการวิดีทัศน์ปกติการวิจัยได้ใช้การทดลองแบบ The randomized posttest-onlycontrol group design โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นเกษตรกรในตำบลบ้านกาด อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 120 คน ซึ่งได้มา โดยการสุ่มแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 3 กลุ่ม ๆ ละ 40 คน กลุ่มแรก เป็นกลุ่มควบคุมและอีกสองกลุ่มเป็นกลุ่มทดลองกลุ่มควบคุมให้ชมรายการวิดีทัศน์ปกติ ส่วนกลุ่มทคลองให้ชมรายการวิดีทัศน์ที่มีสิ่งเร้าความความสนใจ 1 กลุ่ม และอีก 1 กลุ่ม ให้ชมรายการวิดีทัศน์ที่มีคำถามสอดแทรกระหว่างเรื่อง รายการวิดีทัศน์ที่ใช้ทดลองมี 2 เรื่อง คือ เรื่องการปลูกแดงโมและการปลูกฝรั่ง การรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถามและแบบทคสอบผลการเวียนรู้ โดยการสอบถามข้อมูลพื้นฐาน และให้เกษตรกรชมรายการวิดีทัศน์ตามหน่วยทคลองของแต่ละกลุ่ม แล้วทดสอบความรู้ที่ได้รับด้วยแบบทดสอบ จากนั้นจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์หาค่าร้อยละ, ค่าเฉลี่ย,ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน, x"-test, F-test และ Least Significant Difference (LSD) ผลการวิจัยพบว่า 1 . ผลการวิจัยธัมูลพื้นฐานบางประการของเกษครกรทั้ง 3 กลุ่ม ซึ่งได้แก่ เพศ, อายุ, ระดับการศึกษา , สมรรถานทางการศึกษา, อาชีนหลักทางการเกษตร, การใช้เครื่องรับโทรทัศน์, ความถี่ของการชมรายการโทรทัศน์ทางการเกษตร, แหล่งข่าวสารความรู้ทางการเกษตร, การฝึกอบรมความรู้เรื่องการปลูกแตงโมและฝรั่ง,ความสนใจในการปลูกแตงโมและฝรั่ง และความรู้ขึ้นฐานเรื่องการปลูกแตง โมและฝรั่ง มีการกระจายในสีดส่วนที่เหมาะสม และเมื่อวิเคราะห์ชัอมูลขึ้นฐานดังกล่าวในแต่ละกลุ่ม ปรากฏว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. ผลการเรียนรู้ด้านพุทธินิสียในระดับรู้คือความสามารถในการจำเนื้อหาความรู้หลังชมรายการวิดีทัศน์ ที่ใช้ เทคนิคการผลิตแตกต่างกัน 3 แบบ จากการวิเคราะห์ คะแนนของแบบทดสอบจากรายการวิดีทัศน์เรื่องการปลูกแตงโม, การปลูกฝรั่ง และคะแนน 2 เรื่องรวมกันปรากฏว่า ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ความคิดเห็นของเกษตรกรต่อรายการวิดีทัศน์ที่นำเสนอเรื่องการปลูก แดงโมและการปลูกฝรั่งอยู่ในระดับคีปานกลางหมายความว่ารายการวิดีทัศน์ที่นำเสนอมีคุณภานและความสมบูรณ์อยู่ในระดับปานกลาง""</summary>
    <dc:date>1991-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>ACTIVE AGING OF THE ELDERLY IN URBAN AREA,CHIANG MAI PROVINCE</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1676" />
    <author>
      <name />
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1676</id>
    <updated>2023-10-30T07:13:59Z</updated>
    <published>2023-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: ACTIVE AGING OF THE ELDERLY IN URBAN AREA,CHIANG MAI PROVINCE; ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุในเขตชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่
Abstract: The objectives of this research were to: 1) determine the level of active aging of elderly; 2) study factors associated with active aging among elderly; and 3) provide guidelines for health promotion management of elderly in urban area, Chiang Mai province.&#xD;
&#xD;
The samples used in the study according to research objective number one and number two were 395 elderly people aged 60 years and over living in urban areas in Chiang Mai province who scored at least 12 from the daily activity score (Barthel Activities of Daily Living: ADL). The multi-stage random sampling was implemented the data was collected by questionnaires. The first one was questionnaires assessing the level of active aging. The second one was questionnaires assessing factors associated with active aging among elderly, biosocial, social and culture, psychology, health behaviors, and health literacy. The data were analyzed by using descriptive statistics including frequency, percent, arithmetic mean, and standard deviation. The data were analyzed by using Inferential statistics including Person’s Product Moment Correlation Coefficient, Stepwise Multiple Regression Analysis.&#xD;
&#xD;
The sample group used in the study according to objective number three was 4 elderly club presidents and 1 community leader from each sub-district, totaling 8 people. Data was gathered using brainstorming techniques.&#xD;
&#xD;
The results of the study were as follows:&#xD;
&#xD;
1.  Active aging of the elderly in urban area, Chiang Mai province was found at a good level (x̅ = 0.80, S.D. = 0.41).&#xD;
&#xD;
2. For biosocial factor, 52.91 percent of them were female, aged between 60 - 69 years old 66.08 percent, most of them were married 78.20 percent, got an elementary education level 53.42 percent, lived on the elderly allowance 64.30 percent, earned less than 2,500 baht/month, 30.38 percent had insufficient incomes. Most of them have underlying diseases (94.94%). The underlying diseases were diabetes, high blood pressure, hyperlipidemia, osteoarthritis and cancer. Most of the elderly were with spouses (78.23%) and there were elderly who could rely on their children (78.55%). Most of the elderly were registered as the elderly 92.91%.&#xD;
&#xD;
3. Social and Culture, Psychology, Health behaviors, and Health literacy factors associated with active aging among elderly were found at a good level. (x̅ = 3.52, S.D. = 0.78), (x̅ = 3.50, S.D. = 0.71), (x̅ = 3.42, S.D. = 0.52), (x̅ = 3.44, S.D. = 0.68) respectively.&#xD;
&#xD;
4. Factors affecting active aging of elderly in urban areas, Chiang Mai province the most, including the factors of health literacy, health behaviors, psychology, social and culture. These factors could together explain the variation in active aging the elderly by 76 percent (Adjusted R Square = 0.76, F = 14.74, p &lt; 0.01).&#xD;
&#xD;
5. The guidelines for health promotion management revealed the following: enhancement unit of health service management, the process of public health policy; focus on self-reliance, participation of community and preventing health promotion and development of medical personal, nursing, public health officer, public health volunteer and others.; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) ศึกษาภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุ และ 3) ศึกษาแนวทางการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่&#xD;
&#xD;
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อที่ 1 และ 2 เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่อยู่ในเขตชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และมีคะแนนจากการประเมินความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวันได้ไม่น้อยกว่า 12 คะแนน การได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi stage random sampling) รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 395 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุและแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่อภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุ ได้แก่ ปัจจัยด้านชีวสังคม ด้านสังคมวัฒนธรรม ด้านจิตวิทยา ด้านพฤติกรรมสุขภาพ และด้านความรอบรู้เรื่องสุขภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงบรรยาย (Descriptive statistics) ได้แก่ ความถี่ (Frequency) ร้อยละ (Percent) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงสรุปอ้างอิง (Inferential statistics) ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product – Moment Correlation Coefficient) การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis)&#xD;
&#xD;
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ทำการเลือกจากผู้นำชุมชนที่เป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 8 คน (ชาย 4 คน/หญิง 4 คน) และทำการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interviews) และวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)&#xD;
&#xD;
 &#xD;
&#xD;
 &#xD;
&#xD;
ผลการวิจัยพบว่า&#xD;
&#xD;
1. ภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุในเขตชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (x̅ = 0.80, S.D. = 0.41)&#xD;
&#xD;
2. ปัจจัยด้านชีวสังคม พบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 52.91 อายุระหว่าง 60 - 69 ปี ร้อยละ 66.08 สถานภาพสมรสส่วนใหญ่สมรส ร้อยละ 78.20 ระดับการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 53.42 แหล่งที่มาของรายได้มาจากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.30 รายได้เฉลี่ยต่อคน ส่วนใหญ่น้อยกว่า 2,500 บาท/เดือน ร้อยละ 30.38 และรายได้ไม่เพียงพอ ร้อยละ 74.43 ส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวตัว ร้อยละ 94.94 เรียงตามลำดับจากมากไปน้อยดังนี้ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเส้นเลือด โรคข้อเสื่อม และโรคมะเร็ง การพักอาศัยส่วนใหญ่อาศัยอยู่กับคู่สมรส ร้อยละ 78.23 และมีบุคคลสามารถพึ่งพาได้ส่วนใหญ่เป็นบุตร ร้อยละ 78.55 และผู้สูงอายุส่วนใหญ่ขึ้นทะเบียนเป็นผู้สูงอายุ ร้อยละ 92.91&#xD;
&#xD;
3. ปัจจัยด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านจิตวิทยา ด้านพฤติกรรมสุขภาพ และด้านความรอบรู้เรื่องสุขภาพ ที่มีผลต่อภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุในภาพรวมแต่ละปัจจัยอยู่ในระดับมาก (x̅ = 3.52, S.D. = 0.78), (x̅ = 3.50, S.D. = 0.71), (x̅ = 3.42, S.D. = 0.52), (x̅ = 3.44, S.D. = 0.68) ตามลำดับ&#xD;
&#xD;
4. ปัจจัยที่มีผลต่อภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุในเขตชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่มากที่สุด ได้แก่ ปัจจัยด้านความรอบรู้เรื่องสุขภาพ ปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพ ปัจจัยด้านจิตวิทยา และปัจจัยด้านสังคมวัฒนธรรมตามลำดับ สามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของภาวะพฤฒพลังของผู้สูงอายุในเขตชุมชนเมือง จังหวัดเชียงใหม่ได้ ร้อยละ 76 (Adjusted R Square = 0.76, F = 14.74, P &lt; 0.01)&#xD;
&#xD;
5. แนวทางการดำเนินการจัดการสร้างเสริมสุขภาพ ได้แก่ การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพของหน่วยบริการสุขภาพผู้สูงอายุ การกำหนดนโยบายที่เหมาะสม โดยเน้นการพึ่งพาตนเอง การมีส่วนร่วมของชุมชน และการสร้างเสริมสุขภาพเชิงป้องกันเป็นสำคัญ มีการพัฒนาบุคลากรทางแพทย์พยาบาล อาสาสมัครสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง</summary>
    <dc:date>2023-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
  <entry>
    <title>การผลิตไฟฟ้าร่วมกับการทำความเย็นและความร้อนจากเทคโนโลยีพลังงาน ความร้อนใต้พิภพแบบขั้นบันไดของน้ำพุร้อนสันกำแพง</title>
    <link rel="alternate" href="http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1141" />
    <author>
      <name>สุุธรรม ชาวงิ้ว</name>
    </author>
    <id>http://ir.mju.ac.th/dspace/handle/123456789/1141</id>
    <updated>2023-11-29T04:13:26Z</updated>
    <published>2019-01-01T00:00:00Z</published>
    <summary type="text">Title: การผลิตไฟฟ้าร่วมกับการทำความเย็นและความร้อนจากเทคโนโลยีพลังงาน ความร้อนใต้พิภพแบบขั้นบันไดของน้ำพุร้อนสันกำแพง
Authors: สุุธรรม ชาวงิ้ว
Abstract: งานวิจัยนี้นำเสนอระบบการผลิตไฟฟ้าร่วมกับการทำความเย็นและความร้อน จากเทคโนโลยีพลังงานความร้อนใต้พิภพแบบขั้นบันไดของกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพง อำเภอแม่ออน ตามพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ โดยนำน้ำพุร้อนจากหลุมเจาะที่ 1 อุณหภูมิประมาณ 115 °C และอัตราการไหลประมาณ 2.4 L/s มาจ่ายให้แก่อุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อนแบบถอดประกอบได้ ในการถ่ายเทความร้อนให้กับน้ำสะอาด โดยได้อุณหภูมิน้ำร้อนประมาณ 109.90 °C ที่อัตราการไหล 1.77 kg/s และจ่ายให้แก่ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยวัฏจักแรงคินสารอินทรีย์ที่ใช้สารทำงาน R-245fa โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้สุทธิ 9.40 kWe มีประสิทธิภาพของวัฏจักรแรงคินสารอินทรีย์ 9.53% และมีสมการสมรรถนะของวัฏจักรแรงคินสารอินทรีย์เท่ากับ ηORC = 0.1336(THW,i – TCLW,i) – 3.8659 จากนั้นน้ำร้อนที่ออกจากระบบผลิตไฟฟ้าด้วยวัฏจักรแรงคินสารอินทรีย์มีอุณหภูมิลดลงประมาณ 95.60 °C ป้อนให้แก่ระบบทำความเย็นแบบดูดกลืนที่มีการใช้สารทำงาน น้ำ-ลิเธียมโบรไมด์ ในการผลิตน้ำเย็นอุณหภูมิ 9.80 °C มีค่าสัมประสิทธิ์สมรรถนะของระบบทำความเย็นแบบดูดกลืน 0.56 และมีสมการสมรรถนะของระบบทำความเย็นแบบดูดกลืนเท่ากับ COPAB = – 0.7524[(THW,i – TC) / (TCLW,i – TE)] + 3.0449 จากนั้นน้ำร้อนอุณหภูมิลดลงที่ 80.79 °C และป้อนให้แก่ห้องอบแห้งแบบรวมศูนย์ ที่มีอัตราการถ่ายเทความร้อนของลมร้อนภายในห้องอบแห้ง 22.26 kW มีประสิทธิภาพของห้องอบแห้งแบบรวมศูนย์ 56.16 % และสมการสมรรถนะของห้องอบแห้งแบบรวมศูนย์ เท่ากับ ηDrying = – 1.14.27(THW,i – Ta) + 662.87 อนึ่งประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้าร่วมกับการทำความเย็นและความร้อนที่ต่อกันแบบขั้นบันไดมีค่าประมาณ 29.83% และผลการวิเคราะห์ความคุ้มทุนทางด้านเศรษฐศาสตร์ พบว่า ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยวัฏจักรแรงคินสารอินทรีย์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ 63,084 kWh/y ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าของกิจการน้ำพุร้อนสันกำแพงฯ 107,043 Baht/y มีค่าต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย 3.22 Baht/kWh ระบบทำความเย็นแบบดูดกลืนสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้าจากระบบปรับอากาศแบบอัดไอได้ 90,972 Baht/y และมีระยะเวลาในการคืนทุน 4.88 y ห้องอบแห้งแบบรวมศูนย์สามารถสร้างรายได้จากการอบแห้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร 350,000 Baht/y มีระยะเวลาในการคืนทุน 1.44 y ซึ่งระบบผลิตพลังงานร่วมสามารถสร้างรายได้ประมาณ 530,818 Baht/y มีระยะเวลาในการคืนทุน 5.65 y</summary>
    <dc:date>2019-01-01T00:00:00Z</dc:date>
  </entry>
</feed>

